posttoday
อาเซียนสีเขียวทางคู่ขนานเศรษฐกิจ&สิ่งแวดล้อม

อาเซียนสีเขียวทางคู่ขนานเศรษฐกิจ&สิ่งแวดล้อม

02 พฤศจิกายน 2557

ประเทศกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ความเติบโตทางเศรษฐกิจย่อมสร้างแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม

ประเทศกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ความเติบโตทางเศรษฐกิจย่อมสร้างแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม คำถามต่อมาคือจะทำอย่างไรให้วิถีสองเส้นทางนี้ดำเนินไปอยู่คู่ขนาน มาตรการด้านกฎหมาย ภาษี และตลาดคาร์บอน จึงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นอภิปราย

ณ งานสัมมนาวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ดร.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์ อธิบายบริบทสิ่งแวดล้อมไทยและอาเซียนว่า ขณะนี้ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมหลายมิติ พิจารณาจากค่าเฉลี่ยของมลพิษรายพื้นที่ในปี 25472556 มีค่าเกินมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณก๊าซโอโซน ฝุ่นละออง คุณภาพน้ำและผิวดินมีแนวโน้มเสื่อมโทรมต่อเนื่อง คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งทั่วประเทศ และปริมาณขยะสะสมทั่วประเทศ 19.941 ล้านตัน ขณะเดียวกันเริ่มพบปัญหามลพิษระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันที่ทวีความรุนแรงในภาคเหนือของไทย เชื่อมโยงกับประเทศพม่า ลาว กัมพูชา รวมถึงภาคใต้ที่เชื่อมโยงกับมาเลเซียและสิงคโปร์ พิจารณาจากค่าพีเอสไอ (Pollutant Standard Index) ที่มีค่าสูงกว่า 401 นับตั้งแต่ปี 2556 (ข้อมูลวัดเมื่อ 21 ม.ค. ปี 2556 โดยประเทศสิงคโปร์) ซึ่งถือเป็นวิกฤตรุนแรง ผู้คนต้องหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

อย่างไรแม้ประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซียนจะมีการร่วมมือกันแก้ปัญหาในมิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ดูเหมือนว่าความร่วมมือเหล่านี้ยังไม่มีศักยภาพพอในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากแต่ละประเทศมีบริบทภายในที่แตกต่างกัน กอปรกับแต่ละประเทศในประชาคมอาเซียนยังมีข้อตกลงที่ผูกพันในระดับโลก ซึ่งอาจขัดแย้งหรือสนับสนุนข้อตกลงที่มีอยู่ในอาเซียน

เริ่มวิเคราะห์จากบริบทภายในของประเทศไทยที่ยังพบความซ้ำซ้อนของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม จึงเสนอให้มีการปรับกฎหมายให้มีความจำเพาะต่อมาตรการมลพิษชัดเจน เช่น กฎหมายขยะมูลฝอยและกฎหมายกำจัดของเสียอันตราย นอกจากนั้นควรระบุเวลาในการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับวิกฤต และควรตั้งเป้าหมายค่ามาตรฐานในระดับอาเซียนร่วมกัน (Green Growth) รวมถึงทำความตกลงร่วมกันว่าจะยึดข้อตกลงใดเป็นแกนกลาง ไม่เช่นนั้นความตกลงร่วมในอาเซียนจะไร้ความหมาย

ทั้งนี้ ในมิติเศรษฐศาสตร์จะต้องปรับปรุงเกณฑ์การคำนวณค่าปรับที่ผันแปรตามปริมาณการปล่อยมลพิษ เพื่อลดแรงจูงใจในการทำผิดกฎหมาย ควรมีการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงควรเพิ่มสภาพบังคับในการปฏิบัติที่ไม่ใช่กฎหมาย (เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม)

การจัดเก็บภาษีคาร์บอน ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่สนับสนุนให้มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาทิ รายงานของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ปี 2554 เสนอแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอนไว้ 3 รูปแบบ การใช้ไฟฟ้า การใช้เชื้อเพลิง และปล่อง โดยกำหนดร้อยละที่ต้องเสียภาษีตามอันตรภาคชั้นในการปล่อยคาร์บอน นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอของ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ที่เสนอให้มีการปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซไว้ที่อัตราร้อยละ 7 จากการเติบโตของเศรษฐกิจปกติ สำหรับปี 25582583 ได้แก่ น้ำมันเบนซิน 4.576.71 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซล 5.658.30 บาท/ลิตร และแอลพีจี (LPG) 3.535.19 บาท/ลิตร ข้อเสนอเหล่านี้ควรนำมาปรับใช้เพื่อจัดเก็บรายได้จากภาษีดังกล่าว นำไปพัฒนาระบบการผลิตสีเขียวหรือแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

ตลาดคาร์บอนอาเซียน ขั้นแรกจะต้องเริ่มจากการสร้าง “ตลาดคาร์บอนแบบสมัครใจ” พัฒนาจากตลาดคาร์บอนในประเทศ อาเซียน และเอเปก ซึ่งทั้งสามตลาดจะต้องเชื่อมโยงกัน จุดสำคัญคือการผลักดันให้เกิดตลาดในเอเปกอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีบริษัทต่างชาติเป็นผู้ซื้อ กระทั่งขั้นตอนท้ายสุดจะต้องพัฒนาให้เป็น “ตลาดคาร์บอนบังคับ” ทั้งสามตลาด กล่าวคือเป็นระบบที่ไม่ปฏิบัติไม่ได้ โดยอาศัยกลไกตลาดที่มีความต้องการซื้อความต้องการขาย (DemandSupply) ที่เริ่มสร้างไว้ตั้งแต่ตลาดคาร์บอนแบบสมัครใจ

“ลักษณะสำคัญของตลาดคาร์บอนที่เหมาะสมกับอาเซียน คือ ตลาดที่ไม่มีการแทรกแซงภายในแต่ละประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มจากมาตรฐานของประเทศตน โดยมีหน่วยงานของอาเซียนกำหนดข้อเสนอเพิ่มเติม มุ่งสร้างมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของอาเซียนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้าถึงผู้ขายในประเทศใน 2 รูปแบบ คือ 1) แต่ละประเทศมีตลาดคาร์บอนของตนเอง จากนั้นเชื่อมโยงกันในตลาดกลางหรือ ‘คนกลาง’ เพื่อสร้างศูนย์กลางในการซื้อขาย 2) Single Carbon Market จัดการให้มีการซื้อขายโดยตรงไปยังประเทศนั้นๆ”

อย่างไรก็ตาม กลไกทางตลาดไม่ใช่แรงผลักดันทางเดียวที่จะสามารถทำให้มิติด้านสิ่งแวดล้อมได้รับการแก้ไข “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” ยังถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหา กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลให้สอดคล้องกับกลไกทางเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่เป้าหมาย

“การทดลองในโรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อติดข้อความที่ต่างกันว่า การใช้ผ้าขนหนูซ้ำจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ในโรงแรมใช้ผ้าขนหนูซ้ำมากกว่า 75% และคนส่วนใหญ่ที่ใช้ห้องนี้ใช้ผ้าขนหนูซ้ำมากกว่า 75% พฤติกรรมของผู้ที่เข้าใช้ห้องจะเป็นอย่างไร ผลปรากฏว่าคนที่เห็นข้อความสุดท้ายใช้ผ้าขนหนูซ้ำมากสุด กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าสังคมมีส่วนกดดันให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากที่สุด ต่อกรณีสิ่งแวดล้อมก็เช่นกัน หากมีกลยุทธ์อย่างเป็นองค์รวมในระดับประเทศ เมืองเล็กๆ ก็ต้องทำ เหมือนกับเพื่อนบ้านทำ คุณก็ต้องทำ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท