posttoday
ความจริงของร่างกาย

ความจริงของร่างกาย

02 พฤศจิกายน 2557

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ปัจจุบันนี้เรื่องของความงามเป็นเรื่องใหญ่ในสังคม ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย เด็กผู้ใหญ่ไปจนถึงคนชรา

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ปัจจุบันนี้เรื่องของความงามเป็นเรื่องใหญ่ในสังคม ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย เด็กผู้ใหญ่ไปจนถึงคนชรา ต่างก็พากันตกแต่งร่างกาย จะเห็นได้จากสถานเสริมความงามผุดขึ้นทั่วทั้งประเทศไทย แม้ว่าเศรษฐกิจจะซบเซาไปบ้าง การให้ก็ไม่เป็นอันตรายเพราะความรักในความสวยความงาม ให้ความสำคัญกับความงามภายนอกดูจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในทางพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้ให้หลงติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้แต่ประการใด กลับจะให้มองให้ลึกถึงความเป็นจริงที่อยู่ภายใต้ผิวหนังของเราท่านทั้งหลาย ว่าล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่งาม ไม่น่ารัก ไม่น่าใคร่ และมีกลิ่นไม่หอมทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่นในพระสูตรชื่อ วิชยสูตร (นันทสูตร) ซึ่งว่าด้วยเรื่องร่างกาย มีความว่า

“ถ้าว่าบุคคลเที่ยวไป ยืนอยู่ นั่ง นอน คู้เข้า หรือเหยียดออก นั่นเป็นความเคลื่อนไหวของกาย กายประกอบแล้วด้วยกระดูกและเอ็นฉาบด้วยหนังและเนื้อ ปกปิดด้วยผิว เต็มด้วยไส้ อาหาร มีก้อนตับ มูตร หัวใจ ปอด ม้าม ไต น้ำมูก น้ำลาย เหงื่อ มันข้น เลือด ไขข้อ ดี เปลวมัน อันปุถุชนผู้เป็นพาล ย่อมไม่เห็นตามความเป็นจริง อนึ่ง ของอันไม่สะอาดย่อมไหลออกจากช่องทั้งเก้าของกายนี้ทุกเมื่อ คือ ขี้ตาจากตา ขี้หูจากหู และน้ำมูกจากจมูก บางคราวย่อมสำรอกออกจากปาก ดีและเสลดย่อมสำรอกออก เหงื่อและหนองฝีซึมออกจากกาย อนึ่ง อวัยวะเบื้องสูงของกายนี้เป็นโพรง เต็มด้วยมันสมอง คนพาลถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ย่อมสำคัญกายนั้นโดยความเป็นของสวยงาม

ก็เมื่อใด เขาตายขึ้นพอง มีสีเขียว ถูกทิ้งในป่า เมื่อนั้น ญาติทั้งหลายย่อมไม่ห่วงใย สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก หมาป่า หมู่หนอน กา แร้ง และสัตว์เหล่าอื่น ย่อมกัดกินกายนั้น ภิกษุในศาสนานี้ ได้ฟังพระพุทธพจน์แล้ว มีความรู้ชัด เธอย่อมกำหนดรู้กายนี้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงทีเดียว สรีระที่มีวิญญาณนี้เหมือนสรีระที่ตายแล้วนั่น สรีระที่ตายแล้วนั้น เหมือนสรีระที่มีวิญญาณนี้ ไม่ได้ยินดีแล้วด้วยฉันทราคะ ได้บรรลุอมฤตบท สงบดับไม่จุติ กายนี้มี 2 เท้า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น อันบุคคลบริหารอยู่ เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ ถ่ายของไม่สะอาด มีน้ำลายและน้ำมูกเป็นต้นไหลออกจากทวารทั้งเก้า และขับเหงื่อไคลให้ไหลออกจากขุมขนนั้นๆ ผู้ใดพึงสำคัญเพื่อยกย่องตัว หรือพึงดูหมิ่นผู้อื่นจักมีอะไร นอกจากการไม่เห็นอริยสัจ”

พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในฐานะ 2 อย่าง คือเป็นเรื่องของสตรีที่มีชื่อว่า “นันทา” มี 3 นาง คือ นางนันทา น้องสาวพระอานนท์ กับ นางอภิรูปนันทา พระธิดาของพระเจ้าเขมกศากยะ และนางนันทา ผู้เป็นนางชนบทกลัยาณีนางหนึ่ง นางอภิรูปนันทา และนางนันทาชนบทกัลยาณี เป็นหญิงที่มีรูปงามยิ่งนัก แต่สามีของนางอภิรูปนันทาได้ตายลงแต่วันหมั้น ส่วนสามีของนางนันทาชนบทกัลยาณี ก็ไปบวชบรรลุเป็นพระอรหันต์ นางทั้งสองจึงออกบวช แต่มิได้บวชด้วยความศรัทธาอันแท้จริง

พระผู้มีพระภาคได้แสดงธรรมโปรดนางอภิรูปนันทา ผู้เป็นภิกษุณี โดยทรงแสดงรูปเนรมิตด้วย แล้วทรงกระทำสรีระนั้นให้ถึงความแก่ชราและกลายเป็นกองกระดูก ว่า

“ดูก่อนนันทา เจ้าจงดูร่างกาย อันอาดูร ไม่สะอาด เปื่อยเน่า อันกระดูกยกขึ้น ไหลเข้า ไหลออก ที่พวกคนพาลปรารถนายิ่งนัก เจ้าจงเจริญอสุภนิมิต และจงละมานานุสัยเสีย ต่อแต่นั้น เพราะละมานะเสียได้ เจ้าจักเป็นผู้สงบระงับเที่ยวไป”

ส่วนนางนันทาชนบทกัลยาณี ก็เช่นกัน เมื่อบวชเป็นภิกษุณีแล้ว ได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามีรูปงามยิ่งนักจึงเข้าขอให้ภิกษุณีพาไปเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงทราบการมาของนาง ทรงเนรมิตสตรีที่งามอย่างยิ่ง อายุประมาณ 1516 ปี ยืนถวายงานพัดอยู่ข้างๆ พระองค์ (การเนรมิตอย่างนี้เป็นการโปรดด้วยวิธีบ่งหนามด้วยหนาม) เพื่อจะทรงกำจัดความเมาในรูปของนาง ทรงเนรมิตให้รูปนั้นมีอายุแก่ลงๆ จนถึง 100 ปี หลังโก่ง ถือไม้เท้า มีตัวตกกระ แล้วแสดงการตายของสตรีเนรมิตนั้น จนเป็นศพขึ้นพอง ถูกสัตว์รุมจิกกิน มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ทรงตรัสโปรดนางว่า

“ดูก่อนนันทา เจ้าจงดูร่างกายนี้ อันอาดูร ไม่สะอาด เปื่อยเน่า อันกระดูกยกขึ้นเป็นโครง ไหลเข้า ไหลออก ที่พวกคนพาลปรารถนากันยิ่งนัก สรีระของหญิงนี้เป็นฉันใด สรีระของเธอนี้ก็จักฉันนั้น สรีระของเธอนั้นฉันใด สรีระของหญิงนี้ก็ฉันนั้น เธอจงดูธาตุทั้งหลายโดยความเป็นของสูญ จงอย่ากลับมาสู่โลกนี้อีกเลย จงสำรอกความพอใจในภพเสีย แล้วจักเป็นผู้สงบระงับเที่ยวไป”

นางนันทาทั้งสองได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล

อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับพระสูตรนี้ คือ เรื่องภิกษุรูปหนึ่งได้ปรารภถึงนางสิริมา ผู้เป็นธิดาของนางคณิกา เป็นน้องของหมอชีวก เป็นผู้มีรูปงามมาก ภิกษุรูปนั้นมีจิตเป็นราคะ จนไม่ยอมฉันภัตตาหาร นางสิริมาขณะนั้นก็สูงวัยแล้ว นางได้ฟังธรรมและได้บรรลุเป็นพระโสดาบันก่อนจะสิ้นชีวิตลง นางไปเกิดเป็นเทวดา พระพุทธเจ้าทรงพาภิกษุไปดูสรีระของนางสิริมา ทรงแสดงธรรม เช่น

“ความที่วาโยธาตุต่างกัน ย่อมมี เพราะอาศัยความที่จิตต่างกัน ความเคลื่อนไหวของกาย ย่อมมีต่างๆ เพราะความที่วาโยธาตุต่างกัน” และ “เนื้อมี 900 ชิ้น ฉาบแล้วในร่างกายเป็นของเปื่อยเน่า ดุจส้วมอันเกลื่อนกล่นด้วยหมู่หนอน ฉะนั้น ... เอ็น 900 เส้น อยู่ในร่างกายมีประมาณ 1 วา รึงรัดโครงกระดูกไว้ ดุจเรือนรึงรัดด้วยเถาวัลย์ ฉะนั้น”

คนทั่วไปถึงถือผิวอันฉาบทาอยู่ แต่บัณฑิตไม่ยึดถือผิวเป็นต้นนั้น ใช้จักษุคือปัญญาแทงตลอด ซึ่งซากศพในภายใน และของไม่สะอาด กลิ่นเหม็น น่าเกลียด และปฏิกูลอย่างยิ่ง มีประการต่างๆ ไม่ปรากฏแก่โลกทั้งหมด เพราะการที่กายปกปิดด้วยผิวละเอียดดุจปีกแมลงวัน ถูกหุ้มห่อไว้ด้วยหนังที่ประเทืองแล้วด้วยเครื่องประทินผิว พึงเห็นกายอย่างนี้ว่า เต็มด้วยไส้ อาหาร ฯลฯ ดี เปลวมัน ดังนี้

ภิกษุรูปนั้นได้เห็นสรีระ คือซากศพของนางและได้ฟังธรรม จึงได้พ้นจากราคะที่ครอบงำบรรลุเป็นพระโสดาบัน แม้นางสิริมาที่ตายแล้วไปบังเกิดเป็นเทพชั้นยามา ก็ได้ฟังธรรมนั้นเช่นกันบรรลุเป็นพระอนาคามี ... และด้วยการแสดงธรรมเช่นนี้ นางนันทาภิกษุณีผู้ที่คิดว่าตนงามมาก ปรารภตนจนไม่ยอมไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังก็เกิดความสังเวช ว่าตนช่างเป็นคนพาลเสียนี่กระไร ที่ในอดีตมีมานะว่าตนงาม พิจารณาพระธรรมเทศนาแล้ว ได้กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต ใน 23 วัน

จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ยึดถือในรูปว่าเป็นสิ่งที่งามนั้น ก็ยังนั่งกันอยู่เต็มร้านเสริมสวยทั่วไป ส่วนผู้ที่เห็นรูปตามความเป็นจริง บรรลุกันไปมากมายแล้ว การยึดมั่นถือมั่นในรูป ร่างกายมากจนเกินไป มีแต่โทษ หามีประโยชน์อันใดไม่เราจึงไม่ควรมัวเมา ควรตระหนักถึงความจริงของร่างกาย ซึ่งเป็นของไม่งามจะมีประโยชน์มากกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท