
รธน.กับนักการเมืองอ
เมื่อเอ่ยถึง “นักการเมือง” มักจะนึกถึงบุคคลประเภทหนึ่ง ซึ่งที่จริงนักการเมืองไม่ได้เป็นอาชีพ
เมื่อเอ่ยถึง “นักการเมือง” มักจะนึกถึงบุคคลประเภทหนึ่ง ซึ่งที่จริงนักการเมืองไม่ได้เป็นอาชีพๆ หนึ่ง ยิ่งไม่ได้เป็นวิชาชีพ หากแต่เป็นผู้ประกอบกิจการงานประเภทหนึ่งที่มักจะเรียกว่า “งานการเมือง” ที่ภาษาอังกฤษเรียก Politics บรรดาคนเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า Politicians คือ ผู้ทำงานทางการเมือง
อันที่จริงโดยปรัชญาหรือทฤษฎีแล้ว ผู้ที่จะมาทำงานการเมือง แต่ไหนแต่ไรมาก็คือ ผู้ที่จะเข้ามาดูแลเมือง ซึ่งบางทีก็พูดว่าเป็น “บ้านเมือง” หมายถึง บ้านที่พวกเราอยู่กัน รวมกันเป็นบ้านต่างๆ ภายในประเทศหนึ่งๆ อีกส่วนก็หมายถึงเมือง อันเป็นประเทศชาติที่รวมไว้ซึ่งประชาชนทั้งหลายนั่นเอง เมื่อเห็นภาพของบ้านเมืองเช่นนี้ก็จะทราบได้ว่าผู้ที่จะเข้ามาทำงานเช่นว่าจะต้องมีคุณสมบัติเช่นไร
โดยเนื้อแท้แล้วด้านความเก่ง หรือภาวะผู้นำนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ถือได้ว่าสำคัญ แต่ก็ยังไม่ถือว่ายิ่งยวด หากแต่ด้านความดีหรือจริยธรรมนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เหนือกว่าสิ่งอื่นใด แต่กลับกลายเป็นว่าในประเทศไทย เมื่อพูดถึง “นักการเมือง” ผู้คนกลับเบือนหน้า และนึกคิดถึงคนที่ย่ำแย่ และเรื่องที่แปลกอย่างหนึ่งก็คือ ยามที่คนเห็นผู้มีจริยะอันดี มีความรู้ ความสามารถ และภาวะผู้นำ ผู้คนก็มักจะถามไถ่ว่าไม่ “เล่น” การเมืองหรือ ปัญหาประการแรกคือการใช้คำว่า “เล่น” ปัญหาประการต่อมาซึ่งหนักหนามาก คือ เมื่อบุคคลดังกล่าวตัดสินใจ “เล่น” การเมืองจริงๆ จะถูกมองทันทีว่า “เสียคน” แล้ว เช่นนี้ท่านคงจะเห็นภาพของบรรดาบุคคลที่เรียกกันว่า “นักการเมือง”
ภาวะสังคมหลายปีที่ผ่านมา มุ่งความสนใจ และสารัตถะของการปรับบ้าน ปรุงเมือง ไปที่การมีรัฐธรรมนูญที่ดี ที่สามารถจะทำให้มีนักการเมือง ที่ดีได้ ซึ่งหากพิจารณาเพียงง่ายๆ จะพบปัญหา 2 ประการ หนึ่ง กระดาษที่แม้จะเรียกว่ารัฐธรรมนูญ และให้ความสำคัญกับมันแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้คนเป็นคนดีขึ้นมาได้ สอง ย้อนกลับไปที่มุมมองที่มีต่อนักการเมือง หากมุมมองเช่นว่ายังคงอยู่ และยิ่งหากว่าเมื่อใครก็ตามเข้าสู่การเป็น “นักการเมือง” ก็จะกลายเป็นเช่นว่าไปจริงๆ รัฐธรรมนูญยิ่งทำอะไรไม่ได้ เพราะเหตุคนไม่เปลี่ยน ทั้งคน “ดู” และคน “เล่น”
ยามนี้สังคมก็มุ่งเป้าของการปฏิรูปไปกันที่รัฐธรรมนูญอีกแล้ว และยัง มุ่งหวังเช่นเดิมคือ รัฐธรรมนูญจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ทำให้ได้คนดีๆ มาเป็นนักการเมือง แต่ถ้ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นการดี เพราะเมื่อเขียนอะไรขึ้นมาเอง ก็จะต้องทำตามสิ่งที่เขียนขึ้นมา โดยปรัชญาและทฤษฎีอาจจะพอเป็นเช่นนั้นได้ แต่ทางปฏิบัติคงยาก อีกด้านผู้ที่เรียกตนเองว่านักการเมืองทั้งหลายก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ และเชิงต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตั้งแต่ยังไม่มีการจรดปากกาเขียนอะไรทั้งสิ้นแล้ว แถมด้วยการปลุกเร้าประชาชนกลายๆ ไม่ให้ยอมรับรัฐธรรมนูญที่จะมีมาใหม่ด้วยซ้ำไป และที่สำคัญพ่วงท้ายนัยว่า เมื่อถึงคราวพวกเขาก็จะเปลี่ยนแปลงมัน
บรรดาผู้คนที่เรียกว่า “นักการเมือง” ที่ไม่ได้ต้านการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีนัยที่ไม่อยากที่จะเข้าร่วม เพราะเหตุง่ายๆ สองประการ หนึ่ง ไม่อยากที่จะร่วมรับผิดชอบ สอง ไม่อยากจะพักจากการเมืองไป 2 ปี ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 33 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านคงจะเห็นปัญหา แต่ไม่ทราบว่าเห็นทางแก้หรือไม่ หากแก้ไม่ได้ท่านก็คงจะเห็นเช่นกันว่าจะเป็นเช่นไร แล้วเรื่องปฏิรูปที่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร







