
ผลดีเอ็นเอ 4 สถาบันชัด"วรท"ไม่เกี่ยวฆ่า2ฝรั่ง
โฆษกสตช.แถลงผลดีเอ็นเอ "ลูกชายผู้ใหญ่วอ"ไม่ตรงกับ 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษ คดีเกาะเต่า เตรียมล่าตัวแอดมิน-เจ้าของเว็บเพจ ที่กล่าวหาการทำงานของตำรวจมาดำเนินคดี
โฆษกสตช.แถลงผลดีเอ็นเอ "ลูกชายผู้ใหญ่วอ"ไม่ตรงกับ 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษ คดีเกาะเต่า เตรียมล่าตัวแอดมิน-เจ้าของเว็บเพจ ที่กล่าวหาการทำงานของตำรวจมาดำเนินคดี
เวลา 20.30 น. วันที่ 31 ต.ค. ที่สนามบินดอนเมือง พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงว่า จากการตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอ ของนายวรท ตู้วิเชียร บุตรชาย นายวรพันธ์ ตู้วิเชียร หรือผู้ใหญ่วอ เจ้าของร้านเอซีบาร์ บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี หลังจากที่โลกออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์โจมตี เป็นผู้มีอิทธิพลและอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยสรุปผลการตรวจทั้ง 4 สถาบัน ประกอบด้วย รพ.ตำรวจ รพ.รามาธิบดี รพ. จุฬาลงกรณ์ และรพ.ศิริราช ไม่ตรงกับดีเอ็นเอที่เก็บได้ในศพนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ โดยมีการรับรองผลอย่างเป็นทางการจากทั้ง 4 สถาบัน และไม่จำเป็นต้องส่งไปตรวจในต่างประเทศอีก เพราะนายวรทไม่ได้เป็นผู้ต้องหาที่อยู่ในสำนวน ซึ่งเจ้าตัวให้ความร่วมมือทุกอย่างเป็นอย่างดี ในส่วนของตำรวจถือว่าจบไปนานแล้ว แต่เป็นความประสงค์ของเจ้าตัวเองที่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ขอเข้ามาตรวจเอง
พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับกระแสโจมตีในสังคมโลกออนไลน์ที่ตั้งข้อสงสัยในประเด็นนี้ ตนจึงขอความร่วมมือทั้งจากสื่อมวลชนและประชาชน ในการใช้ดุลพินิจพิจารณาบนพื้นฐานความจริง ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นเพจ ซีเอสไอ เอลเอ (CSI LA) ที่มีแอดมินประจำเพจโจมตีการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของไทย อีกทั้งมีส่วนเชื่อมโยงกับขบวนการการเมืองที่ต้องการดิสเครดิตรัฐบาล โดยเห็นได้จากพฤติกรรมในปี 2555-2556 ในช่วงการชุมนุมของกลุ่มกปปส.
ทั้งนี้เพจดังกล่าวเป็นของคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ แต่มีทีมงานอยู่ในเมืองไทย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้แล้วว่าเป็นใคร แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ปี 2550 ซึ่งผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ภาพ เฟซบุ๊ก ทีมงานโฆษกตร.







