posttoday
การพัฒนาทางการเมือง

การพัฒนาทางการเมือง

31 ตุลาคม 2557

บทความสิ้นเดือนนี้ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงมุทิตาในวาระที่ศาสตราจารย์สุจิต บุญบงการ ครูทางรัฐศาสตร์ มีอายุครบ 6 รอบเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ด้วยการย้อนพิจารณาแนวทางศึกษาการเมืองเปรียบเทียบสำนักการพัฒนาทางการเมือง เพราะนับได้ว่าอาจารย์สุจิตเป็นนักวิชาการคนแรกๆ ที่นำเสนอแนวทางศึกษานี้สู่วงวิชาการรัฐศาสตร์ไทย

บทความสิ้นเดือนนี้ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงมุทิตาในวาระที่ศาสตราจารย์สุจิต บุญบงการ ครูทางรัฐศาสตร์ มีอายุครบ 6 รอบเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ด้วยการย้อนพิจารณาแนวทางศึกษาการเมืองเปรียบเทียบสำนักการพัฒนาทางการเมือง เพราะนับได้ว่าอาจารย์สุจิตเป็นนักวิชาการคนแรกๆ ที่นำเสนอแนวทางศึกษานี้สู่วงวิชาการรัฐศาสตร์ไทย

วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตที่ The Fletcher School of Law and Diplomacy ของอาจารย์ทำเรื่องอุดมศึกษากับการพัฒนาทางการเมือง ปี ค.ศ. 1968 ที่อาจารย์สำเร็จการศึกษาเป็นปีเดียวกันกับที่แซมวล ฮันติงตัน พิมพ์หนังสือว่าด้วยการพัฒนาทางการเมืองเล่มสำคัญออกมา คือ Political Order in Changing Societies วิทยานิพนธ์และงาน วิชาการของอาจารย์ได้รับอิทธิพลฮันติงตันอยู่มาก อาจารย์รัฐศาสตร์อาวุโสคนหนึ่งให้ข้อมูลว่าอาจารย์สุจิตเป็นคนแรกที่พาให้รัฐศาสตร์ไทยรู้จักกับงานของฮันติงตัน และเป็นผู้ถ่ายทอดแนวคิดของฮันติงตันในวิชาการเมืองของประเทศกำลังพัฒนาที่ท่านริเริ่มเปิดสอน

Political Order in Changing Societies ของฮันติงตันท้าทายแนวทางอธิบายการพัฒนาสู่ความทันสมัยที่มองว่า การพัฒนาสู่ความทันสมัยในทางเศรษฐกิจและสังคม จะเดินเคียงคู่มากับการพัฒนาการเมืองโดยมีตัวแบบของตะวันตกเป็นจุดหมายปลายทาง การมองการพัฒนาว่าจะเดินไปสู่ตัวแบบที่เป็นจุดหมายปลายทางเช่นนี้สะท้อนอิทธิพลของเฮเกล ดังที่ อเล็กซานเดอร์ โคเชฟ (Alexandre Koj่ve) ผู้เชี่ยวชาญเฮเกลเสนอว่า การต่อสู้ในเรื่องหลักการที่จะใช้จัดระเบียบการเมืองของโลก ที่ดำเนินมาในประวัติศาสตร์ถึงจุดยุติลง โดย ผลการรบในสมรภูมิเยนาที่นโปเลียนชนะ ราชอาณาจักรปรัสเซียในปี 1806 ที่เปิดทางให้ แนวคิดเสรีภาพและความเสมอภาคสามารถ แผ่เข้าไปถึงใจกลางยุโรป นับแต่นั้นมา สิ่งที่จะต้องทำต่อจึงเหลือเพียงการพัฒนาสังคมแต่ละแห่งไปจนกว่าจะบรรลุถึงเสรีภาพและความเสมอภาค

ฮันติงตันไม่ได้ตั้งคำถามการพัฒนาทางการเมืองในแง่หลักการที่เป็นจุดหมายปลายทาง แต่เขาตั้งคำถามต่อการเปลี่ยนแปลงของสำนักทันสมัยที่เห็นว่าสิ่งดีๆ จะตามกันมา ที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางการเมือง จะเป็นกระบวนการส่งเสริมกัน ช่วยพาให้สังคมเดินเป็นเส้นตรงเข้าสู่จุดหมายปลายทางที่เป็นเสรีภาพและความเสมอภาค ฮันติงตันไม่เห็นด้วย เขาเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการพัฒนาทางสังคมสู่ความทันสมัยจะทำให้เกิดกลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มใหม่ๆ ที่มีความคิดค่านิยมแบบใหม่แตกต่างจากเดิม พร้อมกันนั้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขีดความสามารถในการเคลื่อนไหวและจัดตั้งของกลุ่มเหล่านี้ให้สูงขึ้น ผลที่ตามมาคือการขยายตัวของข้อเรียกร้องและแรงกดดันทางการเมือง ที่เมื่อรวมตัวมากขึ้นจะส่งผลสั่นคลอนขีดความสามารถในการตอบสนอง ตลอดจนสิทธิอำนาจ เสถียรภาพและความชอบธรรมของสถาบันทางการเมืองที่มีอยู่เดิม จนในที่สุดอาจส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมทางการเมืองแทนการพัฒนา

การพัฒนาทางการเมืองจึงมิได้เป็นผลโดยปริยายและถาวรที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่เป็นผลของการพัฒนาความสามารถของสถาบันทางการเมืองในการตอบสนองและจัดสัมพันธ์กับพลังทางสังคมที่ ก่อตัวขึ้นใหม่จากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่จะสามารถนำฉันทามติ สำนึกถึงความเป็นคนร่วมชุมชนเดียวกัน ความชอบธรรม เสถียรภาพ และประสิทธิภาพ กลับคืนมา เมื่อต้องเผชิญกับระลอกของการ เปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า เราจึงเห็นฮันติงตันจัดความสามารถในการปรับตัวเป็นคุณสมบัติข้อแรกสุดในการวัดระดับความเป็นสถาบัน

โจทย์การพัฒนาทางการเมืองของฮันติงตันสะท้อนอยู่ในงานวิชาการของอาจารย์สุจิตที่สนใจศึกษาการทำงานของสถาบันทางการเมืองและความห่วงกังวลของอาจารย์ถึงระดับความเป็นสถาบันขององค์กรทางการเมืองของไทย เช่น พรรคการเมือง คณะรัฐมนตรี หรือทหาร งานเหล่านี้ควรมีผู้สานต่อ ฮันติงตันเองมี ฟรานซิส ฟูกุยามา มาสืบต่อ ฟูกุยามาเสนอเพิ่มมิติการปกครองที่เคารพหลักนิติธรรม และความรับผิดชอบที่จะต้องถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน เข้าไปในมโนทัศน์การพัฒนาทางการเมือง ที่ต้นแบบของฮันติงตันเน้นแต่เรื่อง ขีดความสามารถและความเป็นสถาบัน ซึ่งทำให้เขาถูกวิจารณ์ว่าละเลยมิติด้านการพัฒนาประชาธิปไตย ประโยคแรกในหนังสือของเขา ก็ชวนให้คิดเช่นนั้น เขาเขียนว่า สิ่งที่จำแนกความแตกต่างทางการเมืองที่สำคัญที่สุดระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นรัฐบาลปกครองในระบอบใด แต่อยู่ที่ว่าเป็นรัฐบาลที่ปกครองได้ในระดับใด

ฮันติงตันจับเรื่องประชาธิปไตยในเวลาต่อมา แต่งานของเขาอีกเล่มหนึ่งคือ Clash of Civilizations สะท้อนว่าเขายังคงไม่มั่นใจอยู่นั่นเอง ว่าการต่อสู้เกี่ยวกับหลักการในการจัดการปกครองจะหยุดประวัติศาสตร์ไว้ที่ชัยชนะของหลักแห่งเสรีภาพและความเสมอภาคตามตัวแบบของตะวันตกหรือไม่ ฟูกุยามาอาจเห็นว่าเรื่องนี้ได้ข้อยุติ แต่ในหลายสังคม การต่อสู้ เกี่ยวกับหลักที่เป็นจุดหมายปลายทางของการพัฒนาทางการเมืองยังคงต้องดำเนินอยู่ต่อไป

ฮันติงตันจากไปแล้ว อาจารย์สุจิตยังยืนเป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี