
เปิดฉากคิวอีส่งออกเอเชียส่อแววสดใส
เป็นไปตามการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี)
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
เป็นไปตามการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) มีมติวันที่ 29 ต.ค. ให้ยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อันเป็นการปิดฉากมหกรรมโปรยเงินสู่ระบบเศรษฐกิจที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 27 เดือน
แม้เฟดจะยังตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปจนกว่าจะถึงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐพร้อมรับมือ แต่ก็สร้างความกังวลใจให้กับชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียไม่น้อยทีเดียวว่า เศรษฐกิจเอเชียจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ในโลกยุคหลังคิวอี เนื่องจากตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การที่เศรษฐกิจเอเชียขยายตัวอย่างร้อนแรงก็เป็นผลมาจากภาวะสภาพคล่องที่มากล้นจากคิวอีนั่นเอง
กระนั้นก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียดแล้ว การยุติการใช้คิวอีอาจเป็นการส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ดีต่อกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็เป็นได้
สัญญาณแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การยุติคิวอีไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายในตลาดเอเชีย เนื่องจากภาวะเงินทุนไหลออกอย่างฉับพลัน เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงกลางปี 2013 หลังจากที่ เบน เบอร์แนนคี อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสมัยนั้นออกมาส่งสัญญาณว่าอาจมีการยุติคิวอี ส่งผลให้เกิดภาวะทุนไหลออกอย่างฉับพลัน มิหนำซ้ำยังกดดันให้สกุลเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอ่อนค่าลง และสร้างความวุ่นวายให้กับระบบเศรษฐกิจทั่วโลก
ที่เป็นเช่นนี้เพราะตลาดในเอเชียปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศของโลกยุคหลังคิวอีมาได้ราว 1 ปีแล้ว เพราะทางเฟดประกาศแผนอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้นปีว่าจะทยอยลดการอัดฉีดทางการเงินลงครั้งละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนจะปิดฉากลงอย่างแท้จริงในเดือน ต.ค. เมื่อระดับการอัดฉีดเหลือ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ผ่านมาเฟดก็ทำตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกัน ภาวะดอกเบี้ยยังคงต่ำต่อเนื่องที่ 00.25% ซึ่งยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ขวางไม่ให้เงินทุนไหลออกจากเอเชียอย่างฉับพลันเช่นกัน เพราะภาวะดอกเบี้ยต่ำผลักดันให้นักลงทุนรู้สึกว่าผลตอบแทนไม่คุ้มค่า จึงต้องหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าซึ่งก็อยู่ในบรรดาประเทศเกิดใหม่
กรณีดังกล่าวยังสะท้อนได้จากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในเอเชียเมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ตลาดเพิ่งได้รับข่าวการยุติคิวอีจากซีกโลกตะวันตก ปรากฏว่าตลาดกลับปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นไปถึง 104 จุด แสดงให้เห็นว่าตลาดไม่ได้ตกใจกับความเคลื่อนไหวของเฟดในครั้งนี้มากนัก ถึงแม้ว่าข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) จะระบุว่า ช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมานับเป็นช่วงที่นักลงทุนหอบทุนออกจากตลาดเกิดใหม่มากที่สุดถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.88 แสนล้านบาท)
สอดรับกับด้านไฟแนนเชียลไทมส์ ที่เสนอรายงานยืนยันว่า แม้ตลาดทุนของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียยังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนอยู่ในระดับเดียวกับช่วงสูงสุดในปี 2013 แต่ดัชนีในปัจจุบันก็อยู่ในระดับที่ลดลงไม่เกิน 5% จากสถิติในช่วงก่อนการลดคิวอี
สัญญาณต่อมา คือ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ปรับรูปแบบให้เอื้อต่อการส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้น จะกลายเป็นโอกาสใหม่ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นตัวนำเศรษฐกิจในการฟื้นฟู
ปัจจัยหนึ่งที่เอื้อต่อการส่งออก คือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ราคาไถลหลุดกรอบ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มาอยู่ที่ราว 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น
เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมันจากเชลล์แก๊สที่สหรัฐเพิ่มขึ้น ขณะที่อีกปัจจัยที่สำคัญแท้จริง คือ ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเติบโตอยู่ที่ราว 7.3% เท่านั้น นับว่าต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปยังคงไม่ฟื้นตัว มิหนำซ้ำยังเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดอีกด้วย
แน่นอนว่า เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญราคาถูกลง ย่อมส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในตลาดเกิดใหม่ลดลงตามไปด้วย และเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข็งขันในตลาดโลกในที่สุด
ในทำนองเดียวกัน การปิดฉากนโยบายอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจของเฟด ก็นับเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง สามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตนเองโดยไม่จำเป็นต้องกระตุ้นอีกต่อไป ซึ่งหมายถึงตลาดเมืองลุงแซมที่มีการบริโภคภายในมากที่สุดในโลก กำลังจะมีความต้องการสั่งซื้อสินค้าจากทั่วโลกที่จะเพิ่มตามไปด้วย
สำหรับตลาดเกิดใหม่ ทั้งภาวะต้นทุนการผลิตที่ลดลงจากราคาปัจจัยการผลิต และตลาดสหรัฐที่กำลังเริ่มหิวโหยการนำเข้า ย่อมหมายถึงอนาคตการส่งออกอันสดใสสำหรับเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ทางจะไปสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับเอเชียกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทีเดียว เนื่องจากเอเชียยังคงมีหนี้จำนวนมากที่กู้จากซีกโลกตะวันตกในช่วงการใช้คิวอี ส่งผลให้แม้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจเอเชียจะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ก็โตอยู่บนกองหนี้จำนวนมหาศาลนั่นเอง
ภาวะดังกล่าวนับว่าเป็นเศรษฐกิจของเอเชียยังคงอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงโลกยุคหลังคิวอี เนื่องจากสภาพคล่องที่หายไป ทำให้หลังจากนี้อัตราดอกเบี้ยในเอเชียจะเข้าสู่ภาวะ “ขาขึ้น” การกู้ยืมเพื่อขยายธุรกิจหรือการรีไฟแนนซ์จะทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย และแน่นอนว่าจะกระทบถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมของเอเชีย
ดังนั้น สิ่งสำคัญต่อไปนี้คือ เอเชียจะเดินหน้าอย่างไรเพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไป อย่างไรก็ตามทั้งหมดทั้งปวงการยุติคิวอีจึงไม่ส่งผลร้ายต่อเอเชียอย่างที่คิด มิหนำซ้ำอาจเป็นสัญญาณที่สดใสสำหรับเศรษฐกิจเอเชียอีกด้วย







