
บทสรุปคิวอี
โดย ธนพล ไชยภาษี
โดย ธนพล ไชยภาษี
อีกไม่กี่วันนี้หรือพรุ่งนี้ เราก็น่าจะทราบกันแล้วครับว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศยุติโครงการคิวอี 3 หรือไม่ ซึ่งจะนับว่าเป็นการหยุดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกลไกทางการเงินที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดครั้งหนึ่งของโลก หลังจากที่เฟดใช้คิวอีมาแล้วถึง 3 ยก ตั้งแต่ปลายปี 2008 มาจนถึงปัจจุบัน เรียกเสียงยกย่องได้บ้าง แต่ก็เรียกเสียงก่นด่าตามมาด้วยไม่แพ้กัน
สิ้นสุดโครงการคิวอีทั้งสามครั้ง ตั้งแต่ปลายปี 2008 เฟดพิมพ์แบงก์ออกมาอัดเข้าสู่ระบบรวมแล้ว 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คูณเป็นเงินไทยก็นับกันไม่หวาดไม่ไหวครับ
ลองมาดูกันครับว่าผลงานของคิวอีนั้นทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง
ประเด็นการว่างงานนั้น ตัวเลขการว่างงานในสหรัฐลดลงมาอยู่ที่ 5.9% ในปัจจุบัน จากเดิมในปี 2010 นั้น สูงถึง 9.6% ทีเดียว แต่ประเด็นนี้ก็ถูกค่อนแคะพอสมควรว่าตัวเลขว่างงานที่ดีขึ้นนั้น เป็นเพราะมีคนตกงานจำนวนมากที่ออกไปจากระบบหางานกันเสียส่วนใหญ่ อีกทั้งคนที่ได้งานทำส่วนหนึ่งก็เป็นงานพาร์ตไทม์เท่านั้น ไม่ใช่งานประจำเหมือนในอดีต และก็ทำให้รายได้ของคนสหรัฐนั้นยังต่ำกว่าในช่วงก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008
ประเด็นต่อมา คือ การฟื้นตัวของตลาดหุ้น แน่นอนว่าตลาดหุ้นสหรัฐเหมือนกับได้รับน้ำมนต์จากสวรรค์ทีเดียวกับมาตรการคิวอีของเฟด เงินปริมาณมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดสร้างผลกำไรแบบง่ายๆ ให้กับนักลงทุนและภาคเอกชน ดัชนีเอสแอนด์พี500 ของสหรัฐนั้น มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 101% ทีเดียว แต่กระนั้นหลายเสียงก็บอกว่า ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังถูกพิษจากคิวอีทำให้เกิดฟองสบู่มากกว่า
ประเด็นต่อมานี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก คือ ดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐนั้นยังอยู่ต่ำที่ 1.7% ต่ำกว่าเป้าหมายที่เฟดวางไว้ที่ 2% นั่นหมายความว่า คิวอีไปกระตุ้นแต่เศรษฐกิจภาคลวง คือ ตลาดหุ้น แต่เศรษฐกิจภาคจริงนั้นยังไม่ได้อานิสงส์อย่างแท้จริงครับ งานนี้ยังวัดได้จากความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐที่ยังไม่ค่อยจะเสถียรนักเท่าไหร่ด้วย
สุดท้ายคือประเด็นของค่าเงิน ซึ่งคิวอีน่าจะเป็นผู้ร้ายมากกว่า เพราะมีผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ในช่วงปี 2010 ที่มีการใช้คิวอีครั้งที่ 2 คิวอีทำให้ดอลลาร์อ่อนยวบ และส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเจอปัญหาส่งออกกันยกใหญ่ เรียกเสียงก่นด่าไปทั่วโลกครับ
สรุปแล้ว หลังจากเฟดควักกระเป๋าทุ่มไปกว่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐนั้น ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงๆ และชัดๆ ว่าได้ช่วยเศรษฐกิจของสหรัฐไปได้จริงอย่างที่หวังหรือไม่ครับ







