
ถึงเวลาปฏิรูปการศึกษาไทย
การศึกษาของประเทศไทยขึ้นพาดหัวในทางลบอยู่บ่อยๆ เช่น การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียนจากการจัดอันดับของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิ้ลยูอีเอฟ) และมหาวิทยาลัยไทยก็ไม่ติด 1 ใน 50 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเอเชีย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก
การศึกษาของประเทศไทยขึ้นพาดหัวในทางลบอยู่บ่อยๆ เช่น การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียนจากการจัดอันดับของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิ้ลยูอีเอฟ) และมหาวิทยาลัยไทยก็ไม่ติด 1 ใน 50 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเอเชีย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก
นอกจากนี้ นักเรียนไทยยังนิยมเรียนพิเศษตามสถานกวดวิชา ซึ่งตามตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แล้ว ระบุว่ามีมากกว่า 1 แสนแห่ง โดยนักเรียนไทยใช้จ่ายไปกับโรงเรียนกวดวิชาเหล่านี้เฉลี่ยมากกว่า 6,000 บาท/ปี
เดเนียล แมกซ์เวลล์ นักเขียนและผู้ให้การศึกษาซึ่งอยู่อาศัยและศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ปลายยุค 90 เขียนเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของไทยว่า การปฏิรูปการศึกษาไทยต้องการนโยบายที่ยั่งยืนมากกว่าปัจจุบัน
แม้ว่าประเทศไทยจะพยายามเปลี่ยนแปลงในหลายแนวทาง เช่น การทำอย่างต่างชาติในการใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนในปี 2000 แต่กลับประสบกับความล้มเหลว เนื่องจากอาจารย์ที่ไม่ได้โตมากับการเรียนการสอนในแบบดังกล่าว ไม่เข้าใจวิธีการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง หรือการให้การลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ที่ท้ายที่สุดผู้ปกครองกลับไม่กล้ารายงานการลงโทษด้วยไม้เรียว และผู้ปกครองกลับไม่สะดวกใจนัก เนื่องจากกลัวว่าลูกหลานจะกลายเป็นโดนลงโทษหนักขึ้น
แมกซ์เวลล์ ผู้เขียนบทความ ระบุว่า เคยได้ยินกระทั่งอาจารย์โต้เถียงว่าการลงโทษในสถานการณ์เฉพาะนั้นสามารถทำได้ ดังนั้นเด็กนักเรียนจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ จะต้องบอกกับผู้ปกครองหากเกิดการลงโทษในรูปแบบดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการผ่อนคลายการบังคับทรงผมของนักเรียน ที่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ
แมกซ์เวลล์ ระบุว่า การปฏิรูปการศึกษาไทยดำเนินมาตั้งแต่ช่วงปี 19711980 แต่กลับพบว่าระบบของโรงเรียนยังคงเป็นแบบโรงเรียนในยุคศตวรรษที่ 19 อยู่ การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่คำถามคือ จะเปลี่ยนอะไร และจะเปลี่ยนอย่างไร
รัฐบาลปัจจุบันของไทยมีนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ เช่น การเพิ่มพิพิธภัณฑ์ การเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน และการลดการบ้าน รวมถึงการปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์และสังคม
แมกซ์เวลล์ แสดงทัศนะว่า นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอ การปฏิรูปการศึกษาไทยต้องการมากกว่า ดังต่อไปนี้
ประการแรก คือ การให้ครูอาจารย์ปรับปรุงวิธีการสอนให้มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น เนื่องจากครูและอาจารย์เป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดสำหรับนักเรียนไทย ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการพัฒนาการศึกษา จึงต้องพัฒนามาตรฐานของครูอาจารย์ด้วย
ประการที่สอง คือ ข้อสอบ ในปัจจุบันการศึกษาตั้งแต่ประถมมัธยม ใช้ข้อสอบแบบปรนัย ซึ่งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ควรพัฒนาข้อสอบที่เหมาะสมกับความสามารถและทักษะของนักเรียน มากกว่าที่จะทดสอบความจำ
แมกซ์เวลล์ ระบุทิ้งท้ายเอาไว้ว่า มีแค่เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่ารัฐบาลปัจจุบันจะสามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาในประเทศไทยได้หรือไม่ แล้วผู้ให้การศึกษาจะสามารถทำตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลได้หรือไม่ ทั้งนี้เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
บรรยายภาพ: กฎเรื่องทรงผมนักเรียนได้รับการผ่อนคลายเมื่อปีที่แล้ว (ที่มา : เอเอฟพี)







