
ไขปม ‘ปลอมอินวอยซ์’จุดบอดการปฏิรูปศก.จีน
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ตกเป็นข่าวครึกโครมทีเดียว สำหรับกรณีการปลอมใบแจ้งราคาสินค้า (อินวอยซ์) เมื่อตัวเลขการส่งออกสินค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปยังฮ่องกง กลับไม่สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าสินค้าจากแผ่นดินใหญ่ของฝั่งฮ่องกง และสำหรับจีนที่กำลังเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ปมนี้นับเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง
ก่อนหน้านี้ บลูมเบิร์กออกเสนอรายงานจับผิดตัวเลขส่งออกของจีนที่ถูกบิดเบือน อันเกิดจากใบแจ้งหนี้ปลอม เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา โดยตัวเลขทางฝั่งจีนระบุว่าส่งออกไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง 3.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ตัวเลขฝั่งฮ่องกงกลับระบุว่า มูลค่าสินค้าที่นำเข้าจากแผ่นดินใหญ่อยู่ที่ 2.41 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่า ตัวเลขฝั่งจีนเกินกว่าตัวเลขฝั่งฮ่องกงถึง 1.35 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.32 แสนล้านบาท)
ขณะเดียวกัน สัดส่วนการเติบโตของการส่งออกและนำเข้ายังคาดเคลื่อนกันอย่างมาก สะท้อนได้จากตัวเลขการส่งออกของแผ่นดินใหญ่ไปยังเขตบริหารพิเศษเติบโตถึง 34% จากปีก่อนหน้า แต่ทางฝ่ายฮ่องกงกลับรายงานว่า การนำเข้าจากจีนกลับเติบโตเพียง 5.5% เท่านั้น
ถึงกระนั้น ปมการอินวอยซ์ปลอมก็เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ขณะที่รัฐบาลก็ดำเนินการปราบปรามมาตลอด โดย หวู่รุยหลิน รองอธิบดีกรมตรวจสอบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ของจีน เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือน เม.ย. ปี 2013 ทางการกรุงปักกิ่งตรวจพบอินวอยซ์ที่มีลักษณะ “การปลอม หรือนำมาวนใช้” เป็นมูลค่ากว่า 1หมื่นล้านหยวน (ราว 3.2 แสนล้านบาท)
สำหรับสาเหตุและแรงจูงใจของการปลอมอินวอยซ์ก็เพื่อใช้เป็นฉากบังหน้าสำหรับนักลงทุนต่างชาติในการส่งเม็ดเงินเข้าไปลงทุนในจีน โดยใช้วิธีให้ธุรกิจในจีนเรียกส่งใบเรียกเก็บเงินมาที่นักลงทุน เพื่อเป็นช่องทางให้นักลงทุนส่งเงินเข้าไปในจีน ทั้งๆ ที่ไม่มีการส่งสินค้าจริงแต่อย่างใด
“ผู้ส่งออกจีนส่งอินวอยซ์ปลอมให้แก่นักลงทุนนัยว่าเรียกเก็บเงินค่าสินค้า ต่อมานักลงทุนก็จ่ายเงินผ่านบัญชีของผู้ส่งออกจีนในต่างประเทศในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ จากนั้นผู้ส่งออกจีนก็ทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เป็น หยวน เพื่อเป็นเงินสำหรับการลงทุนในจีนในที่สุด” รายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ระบุ
สื่อสำนักเดียวกันยังระบุอีกว่า ผู้ส่งออกจีนจะได้ประโยชน์จากเงินใต้โต๊ะจากนักลงทุนส่งให้เป็นค่าดำเนินการ และตัวเลขการส่งออกปลอมไปขอลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ หน่วยงานตำรวจของนครเฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน เคยเข้าจับกุมธุรกิจแห่งหนึ่งซึ่งหลีกเลี่ยงภาษีจากกรณีอินวอยซ์ถึง 1.06 หมื่นล้านหยวน (ราว 5.4 หมื่นล้านบาท)
ทั้งนี้ รัฐบาลแดนมังกรมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดด้านการลงทุน และค่อนข้างจำกัดการการเปิดเสรีทางการด้านการเงินการลงทุนในประเทศ เนื่องจากเกรงจะกระทบกับเงินเฟ้อ ภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และที่สำคัญคือปริมาณทุนที่ไหลเข้ามากเกินไปจะทำให้สกุลเงินหยวนแข็งค่า ซึ่งบั่นทอนศักยภาพในการส่งออกของจีน
กรณีการปลอมใบแจ้งหนี้จึงส่งผลกระทบในแง่ลบต่อจีนมาก จนรัฐบาลแดนมังกรต้องทำการปราบปรามครั้งใหญ่ไปเมื่อเดือน พ.ค. ปี 2013 อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงของจีนล่อตาล่อใจนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง และปัญหาการปลอมอินวอยซ์ก็ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบันนี้
อย่างไรก็ดี จำเลยกลับไม่ใช่นักลงทุนต่างชาติที่สมรู้ร่วมคิดกับกิจการในจีนเท่านั้น ทว่ารัฐบาลจีนเองก็ไม่ได้จริงจังกับการแก้ปัญหาการบิดเบือนตัวเลขทางเศรษฐกิจ เนื่องจากตัวเลขการส่งออกที่เกินจริงยังเป็นประโยชน์ต่อจีนอยู่บ้าง
ปัจจุบัน จีนยังคงใช้การ “วางเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ตามแนวทางคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกับที่เคยทำมาในอดีต ซึ่งในปีนี้จีนกำหนดเป้าหมายทางการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 7.5% อย่างไรก็ดีจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในปีนี้ ก็สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่ เศรษฐกิจจีนจะโตไม่ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้
ขณะที่ เศรษฐกิจจีนยังคงต้องพึ่งพาการเติบโตการส่งออก เนื่องจากการบริโภคภายในยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนได้ ฉะนั้นการปล่อยให้ตัวเลขการส่งออกเกินจริงอยู่บ้าง แน่นอนว่าย่อมส่งผลให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในที่ออกมาในปีนี้ ดูดีไปด้วย
นอกจากนี้ สภาพเศรษฐกิจที่ดูแข็งแกร่ง ย่อมทำให้รัฐบาลดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น เพราะไม่มีแรงกดดันให้ทำการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนพยายามหลีกเลี่ยง
กรณีดังกล่าวยืนยันได้จาก รายงานของบลูมเบิร์กที่ระบุว่า กรมศุลกากรจีนออกมายอมรับว่าตัวเลขการส่งออกในปี 2013 มีความผิดพลาดจริงแต่ยังคงไม่มีการแก้ไขแต่อย่างใด
นอกจากนั้น การเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจของจีนยังอิงกับรูปแบบของสังคมนิยม ซึ่งไม่สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจจีนในปัจจุบัน ส่งผลให้ข้อมูลเศรษฐกิจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้
ขณะที่ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนในปี 2013 ที่อยู่ที่ 9.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าจากการรวบรวมตัวเลขจีดีพีจาก 31 มลฑล ปรากฏกว่า ตัวเลขจีดีพีกลับอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
จึงไม่น่าแปลกที่ นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่แนะนำให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งยกเลิกการกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ และหันไปใส่ใจการเติบโตอย่างยั่งยืน
หนึ่งในนั้นคือ นาโอะยูกิ ชิโนะฮาระ รองผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จีนควรเลิกวางเป้าหมายการลงทุน และหลีกเลี่ยงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เพราะฉะนั้น จีนซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งสำคัญ จะมองข้ามการประเด็นปัญหาอย่างความคลาดเคลื่อนด้านของดัชนีทางเศรษฐกิจไม่ได้ทีเดียว







