
เอเปกชะลอเอฟทีเอ มุ่งหนุนสมาชิกแกร่ง
โพสต์ทูเดย์
— เอเปกพับแผนเอฟทีเอชั่วคราว เน้นสร้างเข้มแข็งภายใน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีการค้ากลุ่มความร่วมมือเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่เมืองซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น ว่า สมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าควรชะลอการจัดทำเขตการค้าเสรีกลุ่มความร่วมมือเอเชียแปซิฟิก (FTAAP) และให้เป็นแผนระยะยาว โดยมองว่าเอเปกควรปฏิรูปภายในก่อน เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดของประเทศสมาชิก รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งภายในกลุ่ม
โดยเฉพาะการเข้าไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาโลจิสติกส์ สิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม มาตรฐาน การอำนวยความสะดวกการค้า
“
เรื่องการทำเอฟทีเอภายในกลุ่มเอเปกนั้น ส่วนใหญ่มองว่าให้เป็นแผนระยะยาว เพราะขณะนี้ประเทศสมาชิกก็มีการทำเอฟทีเอแบบทวิภาคีทั้งแบบคู่และกลุ่มย่อยเกือบหมดแล้ว ดังนั้นการทำระดับภูมิภาคอาจยังไม่จำเป็นในขณะนี้” นางพรทิวากล่าวทั้งนี้ แผนเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศสมาชิกเอเปก เพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้ 5 แนวคิด ได้แก่ ปฏิรูป โดยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบเอสเอ็มอีของประเทศสมาชิก ให้มีศักยภาพในการผลิต การกระจายรายได้ เน้นความสมดุลให้คนในประเทศได้รับความเท่าเทียมกัน ความปลอดภัย ให้มีการปกป้องภัยพิบัติจากธรรมชาติและการปกป้องมนุษย์ด้วยกัน นวัตกรรม และความยั่งยืนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และความยั่งยืน ด้วยการเสริมศักยภาพในทุกๆด้านเพื่อให้การพัฒนาภายในกลุ่มเป็นไปอย่างยั่งยืน โด
“
ถือเป็นวิชั่นใหม่ของเอเปก ที่ต้องการจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภายในสมาชิกเอเปก เพื่อรองรับวิกฤตโลกที่อาจเกิดขึ้นอีก โดยมอบให้ญี่ปุ่น จัดทำรายละเอียด เพื่อเสนอให้ที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกรับทราบในเดือนพ.ย.นี้สำหรับการหารือเพื่อผลักดันการเจรจารอบโดฮา หรือการเปิดเสรีการค้าภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ไทยยืนยันในที่ประชุมที่ต้องการให้การเจรจารอบโดฮายังดำเนินต่อไปไม่ว่าจะวิธีการใดก็ตาม แต่ต้องไม่ปิดกั้นการเปิดตลาดสินค้าเกษตร เพราะเป็นสินค้าสำคัญของไทยที่ไทยจะได้ประโยชน์ ซึ่งไทยก็พร้อมที่จะยืดหยุ่นในการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมและบริการให้เช่นกันรายงานข่าวในที่ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก แจ้งว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่การเจรจารอบโดฮาจะไม่เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2553 ตามแผนที่กำหนด เนื่องจากมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การเจรจาใหม่ จากเดิมที่จะแยกเจรจาเป็นกลุ่มเปิดตลาด คือ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม บริการ และการลงทุน โดยให้รวมทุกกลุ่มเข้ามาเจรจาในที่เดียวกันหมด ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้า และไม่มีกำหนดว่าจะเจรจาเสร็จเมื่อไหร่







