
ประยุทธ์คะแนนตกสะเทือนปฏิรูป
ระยะเวลา 2 เดือนเต็มในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คะแนนนิยมยังลดลงต่อเนื่อง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ระยะเวลา 2 เดือนเต็มในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คะแนนนิยมยังลดลงต่อเนื่อง และหากยังตกอยู่ในสภาพนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการบริหารประเทศและการปฏิรูป
จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล พบว่า ครบ 5 เดือน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้คะแนน 8.52 ลดลงจากเดือนที่สี่ 8.57 เดือนที่สาม 8.80 เดือนที่สอง 8.87 จากคะแนนเต็ม 10 ที่สำคัญ กลุ่มตัวอย่าง 81.24% เห็นว่าการทำงานของ คสช.เริ่มยากขึ้น เพราะมีกระแสข่าวในแง่ลบออกมา เช่น แต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และการรวบอำนาจ
แน่นอนว่าการเปลี่ยนบทบาทจากหัวหน้า คสช.มาควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร ต้องเผชิญทั้งแรงเสียดทานรอบด้าน และเต็มไปด้วยความยากลำบากมากกว่าเดิม และนับวันจะยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ ตามปัญหาอุปสรรคที่จะเพิ่มมากขึ้น
จับสัญญาณจากผลโพลจะพบว่า อุปสรรคการดำเนินงานของรัฐบาล คสช.ในสายตาของประชาชน อยู่ที่เศรษฐกิจชะลอตัว กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน มีปัญหากับสื่อมวลชน ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และแนวทางการทำงาน นโยบายของ คสช.ไม่เป็นที่พอใจของประชาชน
ปัญหาแรกที่มีผลต่อความนิยมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือ ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ไปจนถึงปากท้องชาวบ้านรากหญ้า เพราะผลพวงจากความขัดแย้งและความไม่สงบทางการเมืองมาเกือบปี ทำให้การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวเสียหาย
ล่าสุด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมายอมรับสภาพความสุ่มเสี่ยงกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ร้อนจนคนในรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการกระตุ้น ทั้งอัดฉีดเม็ดเงินหลายก๊อก หรือการผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์เพิ่มแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาอยู่ที่กว่าเงินในระบบจะหมุนขยับฟันเฟืองต่างต้องใช้เวลานานหลายเดือน
ปัญหาในช่วงเวลานี้จึงต้องรีบหาทางบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเร่งด่วน เพราะปัญหาปากท้องนี้มีผลโดยตรงกับประชาชนทุกคนที่ต้องแบกรับ และเป็นชนวนสั่นคลอนรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือไม่
ที่สำคัญ เวลานี้ราคาข้าวของที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าก๊าซที่เพิ่มขึ้น ค่าแท็กซี่ที่จ่อขึ้นราคาในวันที่ 1 ธ.ค. 813% แม้ราคาน้ำมันตลาดโลกจะลดลง แต่แนวโน้มที่จะได้ใช้น้ำมันราคาถูกยังเป็นไปได้ยาก ทุกอย่างเหล่านี้จะยิ่งประดังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
ตรงกันข้ามกับปัญหาราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ ที่รัฐบาลยังไม่อาจหาทางเยียวยา เริ่มตั้งแต่ข้าวที่ชาวนาเคยดีอกดีใจเมื่อ คสช.ทุ่มเงินเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนจากโครงการรับจำนำข้าวในช่วงหลังรัฐประหาร แต่รอบหลังการปรับวิธีมาเป็นการช่วยเหลือเยียวยาไร่ละ 1,000 บาท ดูจะยังไม่เป็นที่พอใจของชาวนามากนัก
คล้ายกับปัญหาของชาวสวนยาง ที่เวลานี้ราคาตกเหลือกิโลกรัมละ 40 บาท การเยียวยาไร่ละ 1,000 บาท ควบคู่ไปกับเงินกู้ หรือการพยุงราคาให้กลับฟื้นคืนมานั้น ดูจะยังไม่ได้ผลเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นกลุ่มเกษตรกรซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ของทั้งประเทศย่อมไม่พออกพอใจการบริหารงานของรัฐบาล
แม้ที่ผ่านมา คสช.ดูจะได้ใจชาวบ้านหลายเรื่องกับการใช้อำนาจเด็ดขาด จัดการผู้มีอิทธิพล ปราบบ่อนการพนัน จัดระเบียบแผงค้า วินรถตู้ มอเตอร์ไซค์ แต่อาจจะเพียงแค่ชั่วครู่ชั่วคราว ระยะหลังปัญหาที่เคยแก้ไขไปแล้วเริ่มกลับมาเกิดซ้ำ หรือปัญหาที่หมักหมมมายาวนานอย่างสลากกินแบ่งราคาแพงที่หลายฝ่ายตั้งความหวัง แต่รัฐบาลก็ยังไม่อาจคลี่คลายปัญหาได้
ถัดมาที่แนวทางการบริหารของรัฐบาลที่ยังถูกเคลือบแคลง อย่างการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 จำนวน 29 แปลง ที่เป็นสัมปทานเดิมที่กำลังจะหมดอายุและต้องต่ออายุ ที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล และถูกทักท้วงว่าควรจะรอให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการปฏิรูปพลังงาน ก่อนจะพิจารณาสรุปสัญญาสัมปทานรอบใหม่นี้
ยิ่งระยะหลังเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ออกตัวปฏิบัติหน้าที่ เริ่มปรากฏให้เห็นถึงแนวความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่พอสมควรใน สปช. ไล่มาตั้งแต่แค่สัดส่วนคนนั่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน ที่ต้องถกเถียงกันว่าจะเอาคนนอกหรือคนใน สัดส่วนที่วิธีการเลือกที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะหาข้อสรุปได้
สะท้อนให้เห็นว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาข้อสรุปในประเด็นแนวทางการปฏิรูปที่เต็มไปด้วยความเห็นต่างกันแล้ว ตรงกันข้ามเวทีนี้อาจจะยิ่งสร้างปัญหาความขัดแย้งระลอกใหม่ให้เกิดขึ้น
เมื่อสภาปฏิรูปที่เป็นเวทีต้นทางคัดกรองประเด็นการปฏิรูปมีปัญหาแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อไปถึงขั้นตอนในกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่จะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปทั้งกระบวนการปฏิรูป จนยากจะคาดหวังผลลัพธ์สุดท้าย ความคาดหวังจากรัฐบาลชุดนี้ย่อมน้อยลงตามไป
ต้นทุนของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่สั่งสมมาก่อนเข้าสู่สนามการเมือง จึงค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปตามปัญหาอุปสรรคที่รัฐบาลต้องฟันฝ่า ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนเป็นเรื่องใหญ่ๆ ถึงขนาดทำให้บิ๊กตู่รำพึงรำพันอยากลาออกหลายครั้ง
รวมถึงบุคลิกตรงไปตรงมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เสียงดังโผงผาง ที่ไม่ระมัดระวังคำพูด ล้วนแต่ฉุดให้ภาวะผู้นำดำดิ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขายยางดาวอังคาร หรือประเด็น “บิกินี” เชื่อมโยงจากคดีชาวอังกฤษถูกสังหารที่เกาะเต่า มาจนถึงประเด็นเปิดศึกวิวาทะกับสื่อมวลชนอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล
หาก พล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐบาล คสช. ยังไม่รีบสร้างผลงานพิสูจน์ตัวเอง หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้คะแนนนิยมดิ่งลงไปต่อเนื่อง และนั่นจะทำให้การบริหารงานของรัฐบาลเป็นไปได้ยากลำบากขึ้น และส่งผลไปถึงการปฏิรูปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง







