
ความหวังกับความเป็นไปได้ในการปฏิรูป
“ความหวัง” คือการคาดว่าจะได้ หรือหมายปองไว้ให้ประสบความสำเร็จ ส่วนคำว่า “ความเป็นไปได้” คือสิ่งที่ดำเนินไปได้ มีความเป็นจริงเกิดขึ้น โดยให้สอดคล้องกับ “ความหวัง” ดังนั้น “การปฏิรูป” จึงควรพินิจการเมืองว่ามีอะไรเป็นเหตุปัจจัยสู่ความหวังกับความเป็นไปได้อย่างไรกันบ้าง
“ความหวัง” คือการคาดว่าจะได้ หรือหมายปองไว้ให้ประสบความสำเร็จ ส่วนคำว่า “ความเป็นไปได้” คือสิ่งที่ดำเนินไปได้ มีความเป็นจริงเกิดขึ้น โดยให้สอดคล้องกับ “ความหวัง” ดังนั้น “การปฏิรูป” จึงควรพินิจการเมืองว่ามีอะไรเป็นเหตุปัจจัยสู่ความหวังกับความเป็นไปได้อย่างไรกันบ้าง
บัดนี้ “สปช.” กำลังเลือกบุคคลที่เป็น สปช.ด้วยกันให้ได้ 20 คน เป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมๆ กับการจัดแบ่งคณะกรรมาธิการต่างๆ ให้สามารถประชุมรับฟังความคิดเห็นและตกผลึกร่วมกันเพื่อการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน และส่งต่อให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เอาข้อมูลการปฏิรูปด้านต่างๆ ไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไปมีระยะเวลา 60 วัน
เนื้อหาของการปฏิรูปมีอะไรบ้าง สปช.ควรต้องจัดใหม่ “แผนงานโครงการและขั้นตอนการปฏิรูป” วางหลักการ วิธีการ ที่มีความสัมพันธ์ทำกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีระยะเวลาที่มีทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุด มีเกณฑ์การวัด และมีความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะบังคับทิศทางอย่างไร ควรถอดบทเรียนความล้มเหลวแห่งการปฏิรูปทุกครั้งที่ผ่านมาว่ามาจากอะไร โดยเฉพาะเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเกิดไม่เป็นที่สบอารมณ์ทางการเมืองของกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นำไปสู่การต่อต้าน และมีความรุนแรงตามมาก็คงหนีไม่พ้น “วงจรอุบาทว์อีก” ความปรองดองน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปทั้งปวง คำถามชวนพินิจคือ “วันนี้คนไทยเราปรองดองกันจริงแล้วหรือยัง” ตัวชี้วัดคงไม่ใช่เพราะการประกาศกฎอัยการศึกหรือความสงบเพื่อรอการกลับมาแล้วล้มล้าง เมื่อเปลี่ยนผ่านอำนาจกันใหม่อีก
แนวทางปฏิรูป 11 ด้าน ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ต้องอยู่บนหลักความปรองดองที่แท้จริง นอกจากนี้แนวทาง 11 ด้าน ของ คสช. กับแนวทางของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีความเข้าใจในเชิงลุ่มลึกเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร คณะกรรมาธิการยกร่างกับ สปช.กำลังตัดรองเท้าให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของใส่ เขาย่อมต้องมี “ความหวัง” ตามแบบของเขา “ความหวังของประชาชน” กับความหวังของ สปช. สนช. ครม. คสช. และกรรมาธิการยกร่าง ของใครสำคัญกว่ากัน การปฏิรูปโดยความหวังของใครจะมีความเป็นไปได้มากกว่ากัน พบว่าที่ผ่านมาตอนจบของหนังเรื่องปฏิรูปประเทศไทย มักเกิดเรื่อง “การไม่ยอมรับ” และเรื่อง “การบังคับใช้หรือบังคับให้เกิดการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง” นักการเมืองกลับมามีอำนาจก็อาจละเลยและไม่มีหลักประกันว่าจะต้องปฏิรูปตามแนวทางที่วางไว้ เพราะนักการเมืองมีเจตนาและแนวทางการบริหารบ้านเมืองที่แตกต่างกันไป ทำให้การปฏิรูปจึงไม่มี “ความเป็นไปได้” และ “ความหวัง” ซึ่งถ้านักการเมืองเสียงข้างมากไม่มีการผูกพันความรับผิดชอบใดๆ กับการปฏิรูป เพียงแต่ทำตามนโยบายของพรรคหรือนักการเมืองนั้นๆ เท่านั้น ดังนั้น “ความหวัง” และ “ความเป็นไปได้” จึงมีปัจจัยร่วมที่สำคัญ คือ “การสร้างความชอบธรรมแห่งการปฏิรูป” ที่ทุกฝ่ายทั้งอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ ทุกคนผูกพันโดยสิ้นเชิงกับความรับผิดชอบแห่งการปฏิรูปทั้งปวง
ดังนั้น ต้องสร้างโรดแมปหรือแผนขั้นตอนการปฏิรูปให้ชัดเพื่อบังคับวิถีการปฏิรูป สมควรที่ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ชัดเจน มี “องค์กรพิเศษ” ที่รองรับสนับสนุนการปฏิรูปที่มี “อำนาจพิเศษ” บังคับใช้ให้นักการเมืองไม่ผิดหลักการและแนวทางการปฏิรูปให้มีความสำนึกว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลาและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ต้องมีผู้รับผิดชอบไปดำเนินการอย่างจริงจัง และให้เกิดเป็นรูปธรรม ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เรามีสภาพัฒนาการเมืองและแผนพัฒนาการเมือง เนื้อหาดีมากๆ แต่นำไปสู่การปฏิบัติได้น้อยมากๆ แสดงว่าองค์กรนี้ไม่มีอำนาจพิเศษ และบังคับทิศทางไม่ได้ ได้แต่ฝันหรือหวัง แต่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่นักการเมือง พวกเขาทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะไม่มีอะไรผูกมัดว่าต้องทำ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ ก็เสียดายกันไปแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้จะทำอย่างไรดีที่ไม่ให้มีใครเบี้ยว (ควรมีองค์กรปฏิรูปแห่งชาติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)
ที่ผ่านมากลุ่มการเมืองที่เน้นการปฏิรูปที่เด่นชัด คือ กปปส. ที่มีเจตนาปฏิรูปประเทศไทยใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.ปฏิรูปกระบวนการทางการเมือง 2.ปฏิรูปปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น3.ปฏิรูปการกระจายอำนาจการปกครอง 4.ปฏิรูปความเหลื่อมล้ำในสังคม และ 5.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แต่ละเรื่องก็คงเข้าไปเกี่ยวกับ 11 ด้านโดยตรง อย่างไรก็ตามการจัดวางลำดับความสำคัญตามกรอบรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่เน้นต้องมีการเลือกตั้งขึ้นภายใน 1 ปีจากนี้ไป อาจเป็นจุดอ่อนอย่างมาก แน่นอนนักการเมืองอยากเลือกตั้งเร็วๆ คสช.จะเปลี่ยนผ่านอำนาจให้กับกลุ่มการเมืองใดหรือยืดเวลาออกไปไม่ผลีผลามหรือดูความเหมาะสม การเมืองในวันข้างหน้าจะต้อง “มโน” มากๆ ว่าโลกแห่งความเป็นจริงหนีนักการเมืองไม่พ้นใช่หรือไม่ จะมีพรรคทางเลือกใหม่ๆ ไว้รองรับใครบางคนเหมือนสมัย รสช. และเกิดเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬอีกหรือไม่ หรือจะเกิดขึ้นเหมือนปี 2550 ที่รัฐบาลชุดเดิมกลับมาอีกเพราะมีฐานคติของนักการเมืองจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า “จะออกแบบวิธีการเลือกตั้งเป็นแบบใดก็ตาม ความนิยมในคะแนนเสียงก็ยังคงเหนียวแน่นเหมือนเดิม” เลือกตั้งกี่ครั้งก็ชนะทุกครั้ง กอปรกับถ้าแนวคิดเชิงทุนนิยมอุปถัมภ์ การเล่นพรรคเล่นพวก อันนำไปสู่การทุจริตเลือกตั้งยังไม่หมดสิ้นไป ก็คงหมดหวัง และเป็นไปได้ว่าปฏิรูปล้มเหลวอีกแล้ว
ดังนั้น อย่า “มโน” ให้เสียหายอย่างนั้นเลย คนไทยต้องช่วยกันเอาใจใส่การปฏิรูปทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการให้เกิดกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมืองที่มีคุณภาพ ยอมรับว่าการเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน และการเมืองเราสามารถสร้าง “ความหวัง” ได้อย่างเปิดเผยตามอุดมการณ์ของเรา แต่ต้องทำให้ประเทศชาติก้าวหน้าไม่ถอยหลังเข้าคลอง ต้องตระหนักถึง “ความเป็นไปได้” ไม่ใช่ทำกันแบบแก้บนที่มุ่งรักษาเกียรติยศของตนเองและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ที่แท้จริงของบ้านเมือง ได้เวลาให้ความหวังกับ สปช.และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ขอให้ทำแล้วมีความเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดครับ







