
ลดสินเชื่อแต่เศรษฐกิจหด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในช่วง 9 เดือนของปีนี้ ปรากฏว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดคงค้างเอ็นพีแอลแตะ 2.95 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.35% ของสินเชื่อรวม
หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 2.75 หมื่นล้านบาท แต่หากเทียบจากสิ้นปี 2556 เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 2.8 หมื่นล้านบาท
สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม ไม่ได้สูงจนน่าเป็นห่วง แต่อัตราการเพิ่มของหนี้เสียในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังเพิ่มไม่หยุดเป็นสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีความกังวลใจ เพราะหากหนี้เสียเพิ่มเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นภาพว่า เศรษฐกิจยังไม่ดีจึงทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง ก็จะมีผลต่อการขยายสินเชื่อของธนาคารด้วย
ในปีนี้ รอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ต่างระมัดระวังการปล่อยกู้อย่างมาก โดยเฉพาะสินเชื่อบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อบริโภค
ทั้งนี้ ยอดเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สุทธิของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง (ข้อมูลจาก ธ.พ.1.1) ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2557 มีจำนวนอยู่ที่ 9.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8 หมื่นล้านบาท หรือ 1.03% จากสิ้นปี 2556 ถือเป็นการขยายตัวในอัตราที่ต่ำ
การขยายตัวที่ต่ำลงของสินเชื่อ ส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างหนักในช่วงครึ่งปีแรก ภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หันไประดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้เสนอขายแก่ประชาชนและสถาบัน
นอกจากนี้ สถาบันการเงินเองก็ลดการขยายสินเชื่อลง โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคล เนื่องจากจำนวนหนี้ครัวเรือนเริ่มสูงแตะขีดอันตราย ทำให้ยอดสินเชื่อขยายตัวเพิ่มน้อยมาก หรือแทบจะไม่ขยายตัวเลย
จากข้อมูลของ ธปท. ณ สิ้นไตรมาส 2/2557 ระบุว่า ยอดคงค้างของเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนของสถาบันการเงิน มีจำนวน 10,029,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เทียบกับสิ้นปีก่อนที่อยู่ 9.79 ล้านล้านบาท
ยอดคงค้างของเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น มียอดก้อนใหญ่มาจากสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปล่อยกู้แก่บุคคลธรรมดา แยกเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย 1,547,272 ล้านบาท สินเชื่อเช่าซื้อรวม 883,435 ล้านบาท เงินกู้เพื่อการบริโภคส่วนบุคคล 863,070 ล้านบาท ซึ่งพบว่าการกู้เพื่อการบริโภคส่วนบุคคลและการซื้อที่อยู่อาศัยยังเพิ่มขึ้น
การชะลอตัวของสินเชื่อโดยสมัครใจของธนาคารอาจจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า หากจำนวนหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในปริมาณที่สูง และเอ็นพีแอลยังเพิ่มไม่หยุด
ทั้งนี้ ปริมาณและสัดส่วนเอ็นพีแอลทยอยเพิ่มขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จากเดือน ก.ย. 2556 ยอดคงค้างเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินทั้งระบบอยู่ที่ 2.68 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.23%
แต่ในเดือน มี.ค. 2557 เอ็นพีแอลทยอยเพิ่มขึ้นเป็น 2.81 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.26%
ในเดือนเดือน มิ.ย. ยอดคงค้างอยู่ที่ 2.85 แสนล้านบาท สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 2.29% และล่าสุดเดือน ก.ย.ของปีนี้ ขยับขึ้นเป็น 2.95 แสนล้านบาท ในสัดส่วน 2.35%
อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งที่สัดส่วนเอ็นพีแอลในระบบเพิ่มขึ้น ก็มาจากการชะลอตัวของสินเชื่อด้วย โดยธนาคารพาณิชย์เองก็เลือกที่จะชะลอสินเชื่อลง ปล่อยกู้ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการให้กู้ภาคครัวเรือน
ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารระมัดระวังการปล่อยกู้ ทำให้สินเชื่อชะลอตัวลง สำหรับสินเชื่อโครงการที่ให้กู้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีเกณฑ์ที่กำหนดมาระยะหนึ่งแล้ว คือ จะให้กู้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ 1 ใน 10 ของจังหวัดนั้นเท่านั้น เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คนที่จะเข้ามาทำควรจะเป็นผู้มีประสบการณ์เท่านั้น
นอกจากนี้ การปล่อยกู้ให้ลูกค้าไปซื้อบ้านก็จะดูความสามารถในการชำระหนี้ ดูรายได้และรายจ่ายให้สมดุล
อย่างไรก็ดี การชะลอการปล่อยกู้สินเชื่อเคหะและอสังหาริมทรัพย์ ก็มีผลกระทบต่อเนื่องไปยังกลุ่มธุรกิจอื่น ทำให้หดตัวตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง ลามไปถึงการทำประกันภัยทรัพย์สิน ซึ่งในที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบโดยตรงกับการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม
นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจหดตัวลง และมีความเป็นไปได้ว่า หากภาวะนี้ยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เรื่องนี้จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวด้วย
ปัญหาเศรษฐกิจที่พันกันต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เป็นเรื่องใหญ่ที่จะท้าทายรัฐบาล ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ และต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า
หากไม่สามารถผลักดันให้การลงทุนโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น การเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามเป้า คะแนนนิยมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าเป็นห่วงจริงๆ







