
มองภาพใหญ่
รัฐบาลชุดนี้รวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเสียหายอย่างมาก หากการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไม่เป็นไปตามที่สังคมคาดหวัง
รัฐบาลชุดนี้รวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเสียหายอย่างมาก หากการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไม่เป็นไปตามที่สังคมคาดหวัง
แค่เริ่มต้นสรรหากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็กลายเป็นว่าสมาชิกต่างแสดงความประสงค์จะเป็นกรรมาธิการกันยกใหญ่ และปิดทางไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สปช.ควรจะให้น้ำหนักต่อประเด็นและเนื้อหาในการปฏิรูปประเทศมากกว่าการวางบทบาทหลักในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะ สปช.เป็นเพียงตัวแทนองค์กรนิติบุคคลที่เป็นผู้เสนอชื่อ ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่
เมื่อตัดตัวแทนประชาชนกลุ่มอื่นไม่ให้มีส่วนร่วมกำหนดเนื้อหา กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน ซึ่งจะมาจากสัดส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 5 คน คสช.เลือก 5 คน คณะรัฐมนตรีเลือกอีก 5 คน คสช.เลือกตัวประธานยกร่างอีก 1 คน ควรจะปรับแนวทางเพื่อให้ภาคส่วนอื่นๆ มีโอกาสได้นำเสนอประเด็นให้กว้างขวางและหลากหลาย
หากการกำหนดประเด็นในการปฏิรูปไม่รอบด้านและสะท้อนความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง หรือการกำหนดกติกาใหม่ดำเนินการอยู่เพียงในกรอบคิดแคบๆ ก็อาจจะเกิดขบวนการต่อต้านขึ้นได้
ท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกรอบใหม่ โดยใช้เหตุผลเรื่องการขาดการมีส่วนร่วมมาเป็นข้ออ้าง
ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหาหลักๆ ของประเทศจะต้องมองภาพระยะยาวให้ออก เช่นเดียวกับกรณีการแต่งตั้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รัฐบาลไม่ควรยึดแค่การแต่งตั้งตัวบุคคล เพราะหน่วยงานนี้ได้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบคดีไปมาก
ขณะเดียวกันที่ผ่านมาผู้บริหารดีเอสไอได้ใช้อำนาจหน้าที่ไปรับใช้ฝ่ายการเมืองจนสร้างความไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนมาก
เราเห็นว่าหากจะสังคายนาองค์กรนี้ ก็ควรมีการทบทวนบทบาทหน้าที่และถอดรื้อวิธีการปฏิบัติอันมิชอบเสียใหม่ เพื่อให้กรมพิเศษแห่งนี้เป็นกลไกอุดช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ และสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนตามวัตถุประสงค์การก่อตั้ง
ทั้งการกำหนดกติกาใหม่ ทั้งการกำหนดตัวบุคคลเข้าทำหน้าที่จึงต้องมีความสำคัญควบคู่กันไป ซึ่งหากมองไม่เห็นภาพใหญ่ มองอนาคตไม่ออก ปัญหาหลักๆ ที่หวังจะแก้ไขให้ลุล่วงคงสำเร็จได้ยาก โอกาสการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นก็คงสิ้นหวัง







