
ตุลาการภิวัฒน์
ก่อนมรณกรรม จอห์น มาร์แชล หวาดหวั่นและคาดว่าประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน จะแต่งตั้ง โรเจอร์ บี ทานีย์ มาดำรงตำแหน่งสืบต่อจากตน จอห์น มาร์แชล เป็นฝ่ายตรงข้ามกับทานีย์ จึงไม่อยากให้ทานีย์มาทำหน้าที่ต่อจากตน จึงไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง แม้จะล่วงเข้าวัยชรามากแล้ว ในที่สุดเขาก็ถึงแก่มรณกรรมในตำแหน่ง และประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน ก็เสนอแต่งตั้งทานีย์เข้ามารับตำแหน่งสืบแทนจริงๆ
ก่อนมรณกรรม จอห์น มาร์แชล หวาดหวั่นและคาดว่าประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน จะแต่งตั้ง โรเจอร์ บี ทานีย์ มาดำรงตำแหน่งสืบต่อจากตน จอห์น มาร์แชล เป็นฝ่ายตรงข้ามกับทานีย์ จึงไม่อยากให้ทานีย์มาทำหน้าที่ต่อจากตน จึงไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง แม้จะล่วงเข้าวัยชรามากแล้ว ในที่สุดเขาก็ถึงแก่มรณกรรมในตำแหน่ง และประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน ก็เสนอแต่งตั้งทานีย์เข้ามารับตำแหน่งสืบแทนจริงๆ
ทานีย์ ดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 28 ปี 6 เดือน 27 วัน ในช่วงวันที่ 15 มี.ค. 2389 ถึงวันที่ 12 ต.ค. 2407 ได้สร้างผลงานสำคัญๆ ไว้มากมาย นักประวัติศาสตร์บางคนประเมินว่าในฐานะประธานตุลาการศาลสูงสุด ทานีย์มีผลงานเป็นรองก็แต่ จอห์น มาร์แชล เท่านั้น
โรเจอร์ บรุ๊ก ทานีย์ (Roger Brooke Taney) เมื่ออายุได้ 22 ปี ทานีย์ได้เป็นพนักงานอัยการ ต่อมาลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐในพรรคเฟเดอรัลลิสต์อยู่หนึ่งสมัย ต่อมาเขาได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกัน เดโมแครต เนื่องจากพรรคเฟเดรัลลิสต์ถูกยุบไป โดยดำรงตำแหน่งในช่วง พ.ศ. 2349-2345
ในการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ พ.ศ. 2367 กลุ่มสนับสนุนแอนดรูว์ แจ็คสัน แตกกันเป็น 2 ฝ่าย ทานีย์เลือกเป็นฝ่ายเดโมแครต สนับสนุน แอนดรูว์ แจ็คสัน อย่างเต็มตัว ทานีย์ได้รับแต่งตั้งเป็นอัยการสูงสุดแห่งมลรัฐแมรีแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2370 และลาออกเมื่อ พ.ศ. 2374 ไปรับตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีสงครามช่วงสั้นๆ ระหว่างวันที่ 18 มิ.ย.-1 ส.ค. 2374 และต่อมาได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน ให้รับตำแหน่งอัยการสูงสุดแห่งสหรัฐ คนที่ 11 ระหว่างวันที่ 20 ก.ค. 2374-14 พ.ย. 2376
ทานีย์ได้รับเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ในรัฐบาลของประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน แต่วุฒิสภาไม่รับรองด้วยคะแนน 28 ต่อ 18 ทานีย์ไม่กลับไปเป็นอัยการสูงสุด แต่กลับไปเป็นทนายความในแมรีแลนด์แทน ต่อมาประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน ได้เสนอชื่อทานีย์เป็นตุลาการในศาลสูงสุด เมื่อเดือน ม.ค. 2378 แต่ไม่ได้รับการรับรองจากวุฒิสภาอีก
วาสนาของทานีย์จะไม่ได้เป็นแค่ตุลาการในศาลสูงสุด ปลายปี 2378 นั้นเอง จอห์น มาร์แชล ถึงแก่มรณกรรม ประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน เสนอชื่อทานีย์เข้าไปดำรงตำแหน่งแทน เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. มีการต่อสู้กันอย่างเข้มข้นกับฝ่ายตรงข้าม เช่น แดเนียล เวบสเตอร์ เฮนรี เคลย์ และจอห์น ซี แคลฮูน อดีตรองประธานาธิบดีของแอนดรูว์ แจ็คสัน ในที่สุดทานีย์ก็ได้รับการรับรองจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2379 และได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นประธานตุลาการศาลสูงสุดวันเดียวกันนั้นเอง ขณะนั้นทานีย์อายุได้ 59 ปี
ก่อนถึงมรณกรรม จอห์น มาร์แชล นับว่าได้ “ขยายขอบเขตอำนาจศาล” ออกไปอย่างกว้างขวางจนมีหลายคนเป็นห่วงกังวลว่า ศาลกำลังจะแสดงบทบาท “เป็นรัฐบาลทั้งหมดแต่ผู้เดียว” เสียแล้ว ทานีย์เป็นคนหนึ่งที่ห่วงกังวลในเรื่องนี้ เมื่อเข้ามารับตำแหน่งประธานตุลาการศาลสูงสุดสืบแทน ทานีย์ก็ “ตั้งหลัก” ที่จะทำในแนวทางที่ “แตกต่าง” จากที่ จอห์น มาร์แชล ทำไว้
เริ่มจากคดี “สะพานข้ามแม่น้ำชาร์ลส์” ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด มูลคดีเรื่องนี้เกิดจากมลรัฐแมสซาชูเซตส์ได้อนุญาตให้บริษัทแห่งหนึ่งสร้างสะพานข้ามแม่น้ำชาร์ลส์ เพื่อเชื่อมระหว่างเมืองบอสตันกับเคมบริดจ์ โดยให้สิทธิเก็บค่าข้ามสะพาน ซึ่งบริษัทเก็บค่าผ่านทางในอัตราค่อนข้างสูง ซึ่งแรกๆ ก็ไม่มีใครคัดค้าน จนเมื่อได้ทุนคืนแล้วก็เริ่มมีคนเห็นว่าบริษัทควรลดอัตราค่าผ่านทางลงบ้าง แต่บริษัทก็ไม่ลด ในที่สุดมลรัฐแมสซาชูเซตส์จึงตัดสินใจสร้างสะพานแห่งใหม่ขึ้นเอง และจะไม่เก็บค่าผ่านทางบริษัทจึงยื่นฟ้อง เพราะสัญญาระบุไว้ว่ามลรัฐจะไม่กระทำด้วยประการใดๆ ที่จะทำให้คุณค่าแห่งสะพานนั้นเสียไป บริษัทอ้างคำพิพากษาคดีวิทยาลัยดาร์ตมัธ ที่ศาลสูงสุดได้ตัดสินไว้แล้วว่ารัฐจะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตนให้ไว้ไม่ได้
ในที่สุดศาลสูงสุดภายใต้การนำของทานีย์พิพากษาว่า ใบอนุญาตของมลรัฐแมสซาชูเซตส์ถือเป็นสัญญาฉบับหนึ่งที่มลรัฐจะต้องปฏิบัติตาม แต่ในสัญญาก็ไม่มีถ้อยคำใดๆ ที่กล่าวถึงสะพานแห่งใหม่และไม่มีข้อความใดที่ระบุอย่างชัดแจ้งที่ให้สิทธิผูกขาดแก่บริษัท มลรัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาเฉพาะข้อความที่บ่งไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น ไม่ผูกมัดที่จะต้องปฏิบัติในข้อที่บางคนตีความเอาเอง ข้อสำคัญหน้าที่ของรัฐคือต้องยึดประโยชน์สูงสุดของสาธารณะ ซึ่งเหนือกว่าสิทธิผูกขาดของเอกชน (The object of the government was to promote general happiness, which took precedence over the rights of monopolies.) มลรัฐแมสซาชูเซตส์จึงดำเนินการสร้างสะพานแห่งใหม่ต่อไปได้
คำพิพากษานี้ทำให้บริษัทเจ้าของสะพานเดิมผิดหวัง แต่นักธุรกิจทั่วไปโล่งใจว่า “อำนาจในการตีความรัฐธรรมนูญ” ที่เคยใช้อย่างกว้างขวางในสมัยของ จอห์น มาร์แชล นั้น บัดนี้ทานีย์ได้จำกัดขอบเขตความรับผิดชอบต่อสัญญาไว้ เฉพาะในสิ่งที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น
ในคดีวิทยาลัยดาร์ตมัธนั้น คำตัดสินของ จอห์น มาร์แชล ได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า อะไรก็ตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญาจะต้องได้รับการปฏิบัติตาม ไม่ว่าคู่กรณีนั้นจะเป็นรัฐหรือเอกชนก็ตาม คดีนี้ทานีย์ได้วางบรรทัดฐานต่อไปว่า อะไรก็ตามที่ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญา คู่สัญญาไม่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าใครจะคิดหรือตีความไปได้ว่ามันรวมกิจการอย่างอื่นๆ ก็ตาม
คำพิพากษาคดีนี้ที่ออกมาในปี 2380 นับว่าเหมาะแก่สถานการณ์อย่างมาก เพราะเวลานั้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา การปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้มีการทำสัญญาต่างๆ มากขึ้นอย่างมาก คำพิพากษานี้จึงสร้างบรรทัดฐานให้ประชาชน โดยเฉพาะนักธุรกิจสามารถดำเนินกิจการ โดยให้ความสำคัญกับการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เอื้ออำนวยให้การพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดี
ศาลสูงสุดภายใต้การนำของทานีย์ได้ยึดหลักการนี้สืบต่อมาคือ ไม่พยายามที่จะขยายขอบเขตอำนาจของศาลออกไป ตรงข้ามพยายามกำหนดขอบเขตของศาลไว้อย่างชัดเจน วางหลักกฎหมายไว้อย่างชัดแจ้งและแน่นอน ทำให้ประชาชนยอมรับศาลมากยิ่งขึ้น
กล่าวได้ว่า จอห์น มาร์แชล เป็นผู้วางขอบเขตอำนาจของมลรัฐว่าจะทำอะไรเกินขอบเขตนี้ไปไม่ได้ ส่วนทานีย์เป็นผู้จำกัดขอบเขตของรัฐบาลกลางที่จะใช้อำนาจเกินขอบเขตไปไม่ได้ ทั้งคู่จึงเป็นผู้ให้ความกระจ่างในเรื่องกฎหมายอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับมลรัฐ โดยศาลสามารถสร้างเกียรติภูมิให้ได้รับการยอมรับอย่างสูงยิ่ง







