posttoday
ตลาดเกิดใหม่เลือดไม่หยุดไหลต่างชาติหนี ไม่มั่นใจเศรษฐกิจ

ตลาดเกิดใหม่เลือดไม่หยุดไหลต่างชาติหนี ไม่มั่นใจเศรษฐกิจ

28 ตุลาคม 2557

เรียกได้ว่าใกล้เข้ามาทุกขณะสำหรับการยกเลิกการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี3)

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

เรียกได้ว่าใกล้เข้ามาทุกขณะสำหรับการยกเลิกการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี3) ซึ่งบรรดานักลงทุน นักวิเคราะห์ รวมไปถึงสื่อทั่วโลกก็ต่างจับจ้องการประชุมของคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ในวันที่ 2829 ต.ค.นี้กันแทบตาไม่กะพริบ

ส่วนใหญ่ก็มองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะยุติการเข้าซื้อพันธบัตรวงเงินที่ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนลงเหลือศูนย์ ในการประชุมครั้งนี้ที่นับว่าจะเป็นการสิ้นสุดมาตรการคิวอี3 ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2012 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจของสหรัฐเห็นการฟื้นตัวอย่างสดใสขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อช่วงปี 2008 โดยเฉพาะกับตลาดแรงงานที่ขณะนี้อัตราการว่างงานปรับตัวลดลงเหลือเพียง 5.9% จากตอนช่วงที่เริ่มคิวอี3 ที่ 8.1% ไม่เพียงเท่านั้น เจเน็ต เยลเลน เองก็มีท่าทีที่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นฟื้นตัวพอเพียงกับการยกเลิกคิวอีแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการยกเลิกคิวอีจะเป็นข่าวดีของสหรัฐเอง ที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจสดใส ทว่าสำหรับ “กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่” ซึ่งที่ผ่านมาพึ่งพาการเติบโตจากเงินร้อนที่อัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีมากนัก

ท่าทีการยุติการใช้คิวอีดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งหมายรวมถึงแอฟริกา ละตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก และเอเชียแล้ว

เห็นได้จากข้อมูลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) พบว่า ในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมานั้น บรรดานักลงทุนมีการถอนทุนจากตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในรอบ 1 เดือนมากที่สุดในรอบมากกว่า 1 ปี โดยถอนทุนไปราว 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.88 แสนล้านบาท) เลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน ดัชนีเอฟทีเอสอี ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งได้ติดตามตลาดหุ้นในจีน บราซิล และอินเดีย ได้ปรับตัวลดลงไปแล้วมากกว่า 10% นับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

สัญญาณเตือนดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับคำกล่าวของ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การยุติคิวอีจะส่งผลให้เกิด “ช็อกเวฟ” ต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

“เราจะยังคงเตือนกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ให้เตรียมตัวรับมือกับความผันผวนที่จะเพิ่มมากขึ้นมากกว่าที่ได้เห็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา” ลาการ์ด ระบุ

กระนั้นก็ตาม ภัยใหญ่ที่จะตามมาเป็นลูกที่สองต่อจากการเลิกคิวอี นั่นก็คือ “แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด” นั่นเอง

“โดยรวมแล้วแม้ว่าตลาดทุนในตลาดเกิดใหม่จะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ทว่าเราคาดว่าในอนาคตความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น และการคาดการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยจะยังคงมีต่อไป” ชาร์ลส์ คอลลินส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอไอเอฟ ระบุ

คำกล่าวดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความกังวลของบรรดานักลงทุนที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ เมื่อมีคำกล่าวของบรรดาประธานเฟดสาขาต่างๆ เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ คำพูดหรือคำกล่าวของเฟด รวมไปถึงท่าทีของประธานเฟดต่างๆ นับว่ามีผลอย่างมากต่อความเคลื่อนไหวของนักลงทุน เห็นได้จากเมื่อปีที่แล้วที่นักลงทุนถอนทุนออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ หลังจากที่เฟดเพียงแค่ส่งสัญญาณว่าจะลดโครงการการเข้าซื้อพันธบัตร ความผันผวนในตลาดเกิดใหม่ก็เกิดขึ้นในทันที โดยนักลงทุนต่างพากันขนเงินออกจากประเทศเหล่านี้กันยกใหญ่ ค่าเงินดิ่งเหวอย่างรุนแรง ที่สุดท้ายได้ส่งผลให้รัฐบาลประเทศเหล่านี้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขสถานการณ์ เพื่อดึงเงินทุนกลับมา

อีกอย่างต้องยอมรับว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่นั้นพึ่งพานักลงทุนจากภายนอกค่อนข้างมาก ฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่าความไม่แน่นอนเช่นนี้เกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยและท่าทีต่างๆ ที่จะมีผลต่อตลาด อาจเกิดขึ้นจนทำให้ตลาดเกิดใหม่ปั่นป่วนขึ้นได้อีกครั้ง

ไม่เพียงเท่านั้น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเอง ยังทำให้ความน่าสนใจในตัวของประเทศตลาดเกิดใหม่ลดน้อยถอยลงไปด้วย โดย ไมเคิล พาวเวอร์ นักกลยุทธ์ของอินเวสเท็ค แอสเซ็ท แมนเนจเมนต์ ได้ระบุว่า สองปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ก็คือ การผ่อนคลายคิวอีและความต้องการในตัวสินค้าโภคภัณฑ์ของจีนที่ชะลอตัวลงด้วย

แน่นอนว่า เมื่อเศรษฐกิจพญามังกรชะลอตัวลงย่อมส่งผลต่อความต้องการในสินค้าโภคภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมัน ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศที่ส่งออกสินค้าเหล่านี้ ซึ่งมีอยู่หลายประเทศในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

เศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลงนั้นเห็นได้แล้วจากข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาส 3 ของปีนี้ ที่บ่งชี้ออกมาชัดเจนว่าเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวแล้ว โดยขยายตัวเพียง 7.3% เท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2009 และทำให้มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจีนในปีนี้จะไม่โตบรรลุเป้าหมายปี 2014 ที่ 7.5% ตามที่ตั้งไว้

ไม่เพียงเท่านั้น เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มที่จะโตต่ำลงไปอีก เมื่อ ซ่งเกาชิง สมาชิกคณะที่ปรึกษาด้านนโยบายทางการเงินประจำธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตที่ 7.2% เท่านั้นในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

ฉะนั้นแล้ว ปัญหาเรื่องทุนไหลออกเหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่สำคัญที่ทางกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ควรเร่งหาทางรับมือก่อนที่หายนะจะเดินมาถึง เพราะมีแนวโน้มชัดเจนว่าปัญหาเหล่านี้จะยังคงตามหลอกหลอนตลาดเกิดใหม่อยู่อีกหลายปีอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท