
ปิดขาดทุนจำนำข้าวไม่ลงฉุดเศรษฐกิจประเทศ
การปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวที่ใช้เงินของประเทศไปรวม 9 แสนล้านบาท ในช่วงสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ยังเป็นปมร้อนเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวที่ใช้เงินของประเทศไปรวม 9 แสนล้านบาท ในช่วงสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ยังเป็นปมร้อนเศรษฐกิจ เมื่อยังไม่สามารถปิดบัญชีโครงการได้ เพราะทำให้เกิดความคลุมเครือถึงภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นในอนาคตว่าจะมีมากน้อยขนาดไหน
รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ออกมายอมรับว่า เดิมจะปิดบัญชีเสร็จภายในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ต้องช้าออกไปถึงสิ้นเดือน พ.ย. 2557 เนื่องจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ยังไม่สามารถส่งข้อมูลข้าวในสต๊อกให้ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งได้ให้ทั้งสองหน่วยงานเร่งส่งข้อมูลมาใหม่ เพื่อให้การปิดบัญชีเดินหน้าต่อไปได้
การปิดบัญชีจำนำข้าวไม่ลง ทำให้ผลขาดทุนข้าวที่ได้จากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำล่าสุดยังนิ่งอยู่ที่เดือน พ.ค. 2556 ที่มีผลขาดทุนอยู่ 3.3 แสนล้านบาท และมีข้าวที่หายไปไม่ตรงกับบัญชีข้าวอีก 3 ล้านตัน ที่เป็นเรื่องร้อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอธิบายไม่ได้
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบคณะอนุกรรมการตรวจสต๊อกข้าวที่รัฐบาลชุดนี้ตั้งขึ้นก่อนหน้านี้ จากบัญชีจำนำข้าวที่พบว่าเหลืออยู่ในสต๊อก 18 ล้านตัน เป็นของ อคส. 14 ล้านตัน และ อ.ต.ก. 4 ล้านตัน พบว่ามีข้าวบางส่วนหายไป มีการเรียงกระสอบข้าวหลอกไว้ว่ามีข้าวอยู่เต็มโกดัง แต่ความเป็นจริงมีข้าวอยู่ไม่ครบ ยังมีข้าวเสื่อมคุณภาพจำนวนมาก ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีผลทำให้การปิดบัญชีข้าวมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้น
นักวิชาการที่ติดตามโครงการรับจำนำข้าวประเมินว่าจะมีผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ขณะที่วงในรัฐบาลประเมินว่าผลขาดทุนจะสูงถึง 7 แสนล้านบาท เพราะข้าวที่เหลืออยู่ 18 ล้านตัน คาดว่าจะมีข้าวคุณภาพดีเหลือไม่ถึง 10 ล้านตัน และการระบายข้าวที่ล่าช้ายิ่งทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพมากขึ้น กดดันให้ราคาตกมากขึ้น ตามมาด้วยผลขาดทุนที่เพิ่มเป็นเงาตามตัว
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจะต้องปิดบัญชีข้าวให้ได้ เพื่อสร้างความชัดเจนให้มากที่สุด ว่าแท้ที่จริงรัฐมีผลขาดทุนจากการดำเนินโครงการนี้เท่าไหร่ ทั้งขาดทุนจากการขาย ค่าบริหารจัดการ ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเดินหน้าต่อไปได้
ดังนั้น การที่อนุกรรมการยังปิดบัญชีจำนำข้าวล่าช้าออกไปเรื่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจของไทยในที่สุด
อันดับแรก การปิดบัญชีข้าวไม่ได้ ทำให้ไม่รู้ผลขาดทุนที่แท้จริงว่าจะเป็นภาระการคลังของประเทศในอนาคตจำนวนเท่าไหร่ ตัวเลขภาระนี้เป็นข้อมูลที่สถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกให้ความสนใจอย่างมาก และมีการสอบถามกระทรวงการคลัง รวมถึงรัฐบาลทุกครั้ง ในระหว่างการเดินทางมาเก็บข้อมูลประเทศ ก่อนที่จะออกรายงานเพื่อคงหรือปรับอันดับความน่าเชื่อถือของไทย
การที่คลังและรัฐบาลยังตอบข้อมูลนี้ไม่ได้ก็อาจจะถ่วงให้เครดิตของไทยไม่ปรับขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจของไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปานกลาง และยาว โดยคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจจะโตแบบก้าวกระโดด 45% ต่อปี จากปีนี้ที่คาดว่าจะโตได้ 5% ต่อปี
แม้ว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี จะแย้มออกมาบ้างแล้วว่า จะออกพันธบัตรระยะยาวล้างหนี้ที่เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว 7 แสนล้านบาท เพื่อให้มีความชัดเจนและไม่เป็นภาระการคลังของประเทศ เหมือนการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการพื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในอดีตจำนวน 1.4 ล้านล้านบาท
แต่ตัวเลขความเสียหายทั้งหมดยังเป็นเพียงคาดการณ์ ไม่ใช่ตัวเลขที่มีการปิดบัญชีอย่างเป็นทางการ ซึ่งน่าเชื่อถือและมีความชัดเจนด้านภาระการคลังมากกว่า ดังนั้นหากคณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวได้เร็วเท่าไร ย่อมเป็นผลดีกับเครดิตของประเทศเท่านั้น
อันดับต่อมา การปิดบัญชีจำนำข้าวช้าทำให้การระบายข้าวล่าช้าไปด้วย เพราะจะต้องตรวจนับปริมาณข้าวในสต๊อกข้าวให้ตรงกับตัวเลขทางบัญชี หากไม่ตรงก็ปิดบัญชีไม่ได้ การระบายข้าวล่าช้าส่งผลให้ขายข้าวขาดทุนเพิ่ม เป็นภาระการคลังในอนาคตเพิ่มขึ้น
นอกจากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวล่าช้าแล้ว การดำเนินการเอาผิดกับนักการเมืองและนายทุนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการรับจำนำก็เดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะระบุความเสียหายที่แท้จริงไม่ได้
เมื่อดำเนินคดีทุจริตต่อไม่ได้ รัฐบาลอาจจะถูกมองในแง่ลบว่ามีการต่อรองทางการเมือง ช่วยผู้กระทำผิด โดยเตะถ่วงให้การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวทำไม่ได้ ด้วยการให้ อคส.และ อ.ต.ก.ไม่ส่งข้อมูลที่แท้จริงให้กับคณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าว
หากเป็นเช่นนั้น จะทำให้การบริหารประเทศและแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลมีปัญหาเพิ่มขึ้น ทั้งการถูกต่อต้านรัฐบาลที่ไม่จริงจังจริงใจในการปราบทุจริตของประเทศ ทั้งที่เป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศจะดำเนินการจริง
ทั้งหมดจะเห็นว่าการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวล่าช้าไม่เป็นผลดีกับทั้งเศรษฐกิจและการบริหารประเทศของรัฐบาลเอง รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ปัญหาการปิดบัญชีข้าวอย่างเร่งด่วน
เป็นที่ทราบกันดีว่า การปิดบัญชีจำนำข้าวมีปัญหาจาก อคส.และ อ.ต.ก.ที่ส่งข้อมูลให้อนุกรรมการปิดบัญชีไม่ครบ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่ผ่านมาที่เป็นเจ้าของโครงการที่ใช้มาตรฐานทางบัญชีเพียงครึ่งเดียว ยังส่งผลให้ ณ พ.ค. 2556 มีผลขาดทุน 3.3 แสนล้านตัน แต่มีข้าวหายไปอีก 3 ล้านตัน ที่อาจจะทำให้มีผลขาดทุนเพิ่มอีกถึง 45 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น การปิดบัญชีจำนำข้าวล่าสุด ซึ่งมีตัวแทนจากสภาวิชาชีพผู้สอบบัญชีเข้ามาเป็นอนุกรรมการด้วย ทำให้การปิดบัญชีไม่ได้ใช้มาตรฐานเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา และเป็นสาเหตุที่ อคส.และ อ.ต.ก.ส่งข้อมูลข้าวในสต๊อกแบบไม่ครบโดยหาที่มาที่ไปไม่ได้ต่อไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลก็ควรใช้อำนาจสั่งการให้ อคส.และ อ.ต.ก.คายข้อมูลจำนำข้าวที่แท้จริงว่าข้าวที่มีอยู่มีเท่าไร ข้าวที่มีอยู่ไม่ครบ เป็นเพราะข้าวหายไป หรือที่ผ่านมามีจำนำข้าวลม เพราะมีการทุจริตกัน เพราะหากรัฐบาลยังปล่อยให้ อคส.และ อ.ต.ก.นั่งทำตัวเลขข้าว และส่งข้อมูลไปมาอย่างนี้ ถึงสิ้นเดือน พ.ย. รัฐบาลก็ปิดบัญชีจำนำข้าวไม่ได้ ประเทศก็เสียหายมากขึ้น และรัฐบาลจะปัดความรับผิดชอบความเสียหายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ ถ้ายังลอยตัวเหนือปัญหาและไม่ใช้อำนาจเข้าไปแก้ไขหยุดความเสียหายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน







