
พลังงานไทย พลังงานใคร
คนไทยที่สนใจข่าวสารบ้านเมืองวันนี้ คงทราบข่าวการให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21
คนไทยที่สนใจข่าวสารบ้านเมืองวันนี้ คงทราบข่าวการให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ในการสำรวจหาแหล่งพลังงานของไทยทั้งบนบกและในน้ำ ผมได้ยินการให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาพลังงานของไทยมาก่อนมวลมหาประชาชนจะออกมาเดินบนถนน และปัญหาพลังงานของไทยก็เป็นประเด็นหนึ่งที่หลวงปู่พุทธะอิสระหยิบยกขึ้นเวที จุดประเด็นการปฏิรูปพลังงานของไทย
ภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญและมีข้อมูลเกี่ยวกับพลังงานของไทยมาก คือ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี และคุณรสนา โตสิตระกูล ภาครัฐก็แน่นอนครับ กระทรวงพลังงานและ ปตท.
ปัญหาพลังงานของไทยถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในห้วงเวลาที่ราคาน้ำมันลิตรละเกือบครึ่งร้อย เป็นการขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี เอาเงินไปอุดหนุนเพราะคิดว่าราคาน้ำมันจะขึ้นเพียงชั่วคราว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบอย่างมโหฬาร
แล้วอย่างนี้ยังจะเชื่อกันอีกหรือว่าทักษิณเป็นคนเก่งในการบริหาร
การใช้น้ำมันราคาแพง หากเป็นเพราะต้นทุนสูง หรือมีเหตุผลด้านภาษี ย่อมเป็นความจำเป็นที่จะต้องขึ้นราคาน้ำมัน แต่ต้องโปร่งใส เปิดเผย และอธิบายได้
ที่ผ่านมาข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างพูด พูดกันไปคนละเรื่อง ข้อมูลแตกต่างตรงข้ามกัน ผมเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากไม่เข้าใจ และไม่อาจสรุปได้ว่าความจริงคืออะไร จะเชื่อข้อมูลของฝ่ายไหน เพราะเรื่องพลังงานเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน มีผลประโยชน์เป็นแสนล้าน หรืออาจถึงล้านล้าน
ผมฟังข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล ฉะนั้นหากใครฟังข้อมูลฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังข้อมูลของอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมจะต้องเชื่อตามข้อมูลของฝ่ายนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนยกขึ้นเรียกร้องให้ปฏิรูปพลังงาน คือ มีกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวที่ได้ประโยชน์จากปิโตรเลียมที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ด้วยการปิดบังซ่อนเร้น ไม่เปิดเผยความจริง ในขณะที่ประเทศชาติได้เพียงเศษเนื้อข้างเขียง
ภาคประชาชนเขาไม่ได้เรียกร้องให้ลดราคาน้ำมัน แต่เรียกร้องให้เปิดเผยความจริง และให้ประเทศชาติได้รับประโยชน์จากทรัพยากรของแผ่นดินมากกว่าต่างชาติหรือบุคคลใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็คงหมายถึงรัฐวิสาหกิจที่ชื่อ ปตท. และอาจพ่วงนักกินเมืองเลวๆ บางกลุ่ม
ประเด็นหลักๆ ที่พอจะจับความได้จากภาคประชาชน คือ
ประเทศเรามีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก ขนาดเปิดก๊อกน้ำมันดิบก็ไหลออกมาใส่รถได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือมากมาย ด้วยการส่งภาพรถเติมน้ำมันที่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย มาให้ดู
ปริมาณน้ำมันของเราไม่ได้จะหมดภายใน 78 ปี ตามที่กระทรวงพลังงานบอก แต่ 78 ปี เป็นระยะเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่ของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในไทย ทั้งนี้ประเทศไทยไม่ได้มีการสำรวจปริมาณน้ำมันว่ามีจำนวนเท่าไรกันแน่ ตัวเลขปริมาณน้ำมันที่กระทรวงพลังงานนำมาบอกกับประชาชน คือตัวเลขที่ได้จากบริษัทผู้รับสัมปทาน ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขจริง
และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ปริมาณน้ำมันคงเหลือตามความหมายของ ปตท. ซึ่ง ม.ล.กรกสิวัฒน์ บอกว่า ได้มาจากเอกสารของ ปตท.เอง กลับหมายถึงเป็นปริมาณน้ำมันที่ขายได้ ไม่ได้หมายถึงปริมาณน้ำมันที่มีอยู่จริงในผืนแผ่นดินนี้
ไทยเราเป็นประเทศส่งออกน้ำมันรองจากประเทศในกลุ่มโอเปก ทำไมเราไม่เอาทรัพยากรของไทยให้กับคนไทยใช้ การส่งออกไปขาย ผู้ได้ประโยชน์เต็มๆ จากทรัพยากรของชาติ ได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนังคือ ปตท. ส่วนประเทศชาติได้เพียงเศษๆ
การกำหนดผลตอบแทนในระบบเดิมคือสัมปทาน ทำให้ประเทศเสียเปรียบ ควรกำหนดเป็นส่วนแบ่งจากปริมาณน้ำมันที่ขุดขึ้นมาได้
ฟากฝั่ง ปตท. กระทรวงพลังงาน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานต่างชี้แจงกันว่า ประเทศเราไม่ได้มีน้ำมันเยอะ ปริมาณที่มีอยู่ไม่มากพอที่จะลงทุนทางธุรกิจ และยืนยันว่าประเทศเรายังเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน ไม่ใช่ผู้ส่งออก ผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับเป็นจำนวนที่มากแล้ว หากเรียกเก็บมากจะไม่มีผู้มาลงทุน
คำชี้แจงของภาครัฐ เป็นการชี้แจงที่ไม่ได้อธิบายถึงข้อกล่าวหา และดูแล้วจะขัดกันเอง เช่น มีปริมาณน้อยไม่คุ้มการลงทุนในเชิงพาณิชย์ แต่ก็มีผู้ลงทุน เร่งให้เปิดสัมปทาน
เป็นเรื่องที่แปลกมากที่ข้อกล่าวหาของภาคประชาชนข้างต้น ทำไมไม่สามารถทำให้ชัดเจนได้ การชี้แจงของภาครัฐดูเหมือนจะเอาประชาชนเป็นตัวประกัน ด้วยการให้ข่าวว่าหากไม่เปิดสัมปทานรอบ 21 ประเทศจะขาดพลังงาน ประชาชนจะใช้ก๊าซใช้ไฟแพงขึ้นมาก
การพิสูจน์ข้อกล่าวหาของภาคประชาชนทำได้ไม่ยาก เอาแค่เรื่องง่ายๆ ประเทศเราส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศเพราะอะไร ในเมื่อต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่าอยู่แล้ว หรือปริมาณน้ำมันสำรองในความหมายของ ปตท. ที่ถือเอาปริมาณที่ขายได้เท่านั้น จริงหรือไม่ และมีปริมาณน้ำมันหรือก๊าซใต้ดินจริงๆ เท่าไรกันแน่ เทคโนโลยีการสำรวจไม่น่าจะยาก การลงทุนเพื่อสำรวจให้รู้ว่าประเทศเรามีทรัพย์สินในดินสินในน้ำมากเท่าไร
ส่วนการยกราคาน้ำมันของแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบของภาคประชาชน โดยนำเสนอว่าประเทศไทยเราน้ำมันแพงกว่าอเมริกานั้น ก็ต้องบอกให้หมดว่าเป็นส่วนของภาษีเท่าไร รัฐอุดหนุนเท่าไร
ปัญหาอย่างนี้ ทำไมรัฐบาล คสช.จึงได้ปล่อยให้พระพุทธะอิสระเป็นเจ้าภาพในการแสวงหาความเป็นจริง รัฐบาลน่าจะเป็นเจ้าภาพเสียเอง จัดให้เป็นเรื่องเป็นราว ทำแบบศาลก็ได้ ให้มีการทำเป็นเอกสารตั้งข้อกล่าวหาเหมือนเป็นคำฟ้อง แล้วให้ภาครัฐตอบชี้แจงเหมือนเป็นคำให้การ หลังจากนั้นจึงนัดให้มาเสวนาหาข้อยุติ เหมือนการสืบพยานในศาล รัฐบาลและคนฟังจะรู้เองว่าใครของจริง ใครเป็นนักแถ
ผมบังเอิญได้ฟังรองปลัดท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิใจว่า รายได้จากการเก็บการให้สัมปทานปิโตรเลียมอยู่ในอันดับ 4 รองจากกรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ผมฟังแล้วได้แต่ปลงว่า นอกจาก 3 กรมภาษีนี้แล้ว ยังมีหน่วยงานใดที่จะเก็บภาษีได้เป็นกอบเป็นกำบ้าง ท่านพูดเหมือนกับมีนักเรียน 4 คน แล้วท่านภูมิใจว่าท่านสอบได้ที่ 4
มันน่าภูมิใจตรงไหน
ประเด็นที่ท่านรองปลัดท่านนี้ทิ้งท้ายไว้ คือ ข้าราชการก็เป็นคนไทย ขอให้ไว้ใจว่าจะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
ฟังดูดีครับ แต่อยากจะบอกว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเราในวันนี้ ล้วนมาจากคนไทยทั้งนั้น โดยเฉพาะคนไทยมีอำนาจวาสนาเป็นเจ้าคนนายคนนี่แหละ ที่ประชาชนถูกบังคับให้ไว้ใจ ตาสีตาสามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายไม่มีโอกาสได้ทุจริตคอร์รัปชั่น
คนทุจริตโกงชาติเป็นหมื่นล้านแสนล้านก็คนไทย คนที่เอาทรัพยากรของชาติไปให้กับต่างชาติก็คนไทย คนที่เผาบ้านเผาเมืองก็คนไทย
ทรัพย์ในดินสินในน้ำ ทรัพยากรของไทยเป็นของคนไทยทุกคน รวมถึงลูกหลานที่จะเกิดในอนาคต อย่าใช้จนหมด เก็บไว้ให้พวกเขาบ้างเถิด เพราะพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นลูกหลานคนไทย







