posttoday
โกงไปไม่โต

โกงไปไม่โต

27 ตุลาคม 2557

ทุกวันนี้ ในขณะที่สังคมไทยทางหนึ่งกำลังสอนว่า “โตไปไม่โกง” และก็พยายามวางระบบกลไกต่างๆ เท่าที่จะเห็นว่าจะช่วยขจัดคอร์รัปชั่นได้ ดูเหมือนคนอีกกลุ่มก็กำลังดิ้นรนไม่แพ้กัน ที่จะเผยแพร่ความเห็นไปในทางตรงกันข้ามว่าคอร์รัปชั่นนั้น ถ้าวางระบบตรวจสอบกันมากๆ เมื่อไหร่ ผลที่เกิดไม่ใช่ว่าคอร์รัปชั่นจะหาย แต่จะกลายเป็นว่าประเทศจะยิ่งไม่เจริญ เพราะการลงทุนชักช้าหรือติดขัดไปทั้งหมด ด้วยขั้นตอนที่เกิดจากระบบที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบ

ทุกวันนี้ ในขณะที่สังคมไทยทางหนึ่งกำลังสอนว่า “โตไปไม่โกง” และก็พยายามวางระบบกลไกต่างๆ เท่าที่จะเห็นว่าจะช่วยขจัดคอร์รัปชั่นได้ ดูเหมือนคนอีกกลุ่มก็กำลังดิ้นรนไม่แพ้กัน ที่จะเผยแพร่ความเห็นไปในทางตรงกันข้ามว่าคอร์รัปชั่นนั้น ถ้าวางระบบตรวจสอบกันมากๆ เมื่อไหร่ ผลที่เกิดไม่ใช่ว่าคอร์รัปชั่นจะหาย แต่จะกลายเป็นว่าประเทศจะยิ่งไม่เจริญ เพราะการลงทุนชักช้าหรือติดขัดไปทั้งหมด ด้วยขั้นตอนที่เกิดจากระบบที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบ

อย่างเรื่องการเปิดเผยข้อมูลตามหลักการของข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) หรือของ Construction Sector Transparency Initiative (CoST) ที่รัฐบาลกำลังจะนำมาใช้กับโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่หลายโครงการนั้น ขณะนี้ก็เริ่มได้ข่าวว่ามี “ผู้หวังดี” หลายคนเข้ามาแนะรัฐบาลว่าอย่าเอามาใช้เลย เดี๋ยวจะทำให้โปรเจกต์ต่างๆ ล่าช้าไปทั้งหมด มัวมาเปิดเผยข้อมูลกันอยู่ แล้วเมื่อไหร่จะได้ซื้อรถไฟ รถเมล์ ฯลฯ ที่กำลังขาดแคลน ประชาชนตาดำๆ จะพากันตกทุกข์ได้ยาก ไม่สมควร

เรื่องนี้ฟังทีแรกก็รู้สึกทุเรศเต็มที เพราะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้คนรู้สึกว่าการเปิดเผยข้อมูล มาสร้างขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นในการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งที่ความจริงระบบพวกนี้เขาไม่ได้แตะต้องกระบวนการเดิมแต่อย่างใด เคยทำอะไรก็ทำไป เพียงแต่ขอให้อะไรที่เคยทำแล้วเป็นความลับ ให้มันกลายเป็นความแจ้ง ถ้าจะมีอะไรทำให้ล่าช้า สิ่งนั้นก็คือความผิดปกติที่ทำให้ต้องชะลอโครงการเพื่อตรวจสอบ ไม่ใช่การเปิดเผยข้อมูล อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่คนไทยอาจจะต้องทำใจกันให้ได้เนิ่นๆ ก็คือ ไม่ว่าการต้านคอร์รัปชั่นจะทำให้เกิดความล่าช้าหรือไม่ แต่การต้านคอร์รัปชั่นจะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจแน่นอน

อันที่จริงไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้นที่ต้องทำใจยอมรับ ชาติไหนๆ ที่ต้องการจะปราบคอร์รัปชั่นหลังจากใช้บริการมันมานานปี ก็ต้องทำใจอย่างนี้ทั้งสิ้น ประเทศจีนเองนั้น หลังจากประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศสงครามกับคอร์รัปชั่น ธุรกิจทั้งหลายที่เคยงอกอยู่บนคอร์รัปชั่นก็พากันเฉาลงทั้งหมด โรงแรม ร้านขายของฟุ่มเฟือย หรือภัตตาคารแพงระยับต่างๆ ขายไม่ออก ซ่องหรือร้านคาราโอเกะที่เคยรองรับเจ้าหน้าที่กังฉินกระเป๋าหนัก บัดนี้ได้แต่เงียบเหงา ผู้ผลิตถุงยางรายหนึ่งประเมินว่า ยอดการใช้ถุงยางตกลงเป็นจำนวนกว่า 1 ล้านชิ้น/วัน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กระทั่งบ่อนในมาเก๊า แหล่งบันเทิงสำคัญของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ยังโอดว่ารายได้ตกลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ยิ่งกว่านั้น พอปราบโกงแล้ว การลงทุนใหญ่ๆ ในจีนหลายโครงการก็เลยหยุดชะงักไปเป็นอันมาก ซึ่งนี่ไม่ใช่เพราะว่าระบบการต้านคอร์รัปชั่นมาสร้างความล่าช้า แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่กล้าเซ็นอนุมัติส่งเดชเหมือนแต่ก่อน หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ที่เซ็นส่งเดชถูกปลดไปแล้ว ยังหาคนมาทำงานแทนไม่ได้ แต่จะอย่างไรก็แล้วแต่ สรุปรวมได้ว่าผลจากงานปราบคอร์รัปชั่นของจีน ได้ทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ผ่านมาของจีน ตกลงเหลือเพียงร้อยละ 7.3 ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในรอบ 5 ปี และได้สร้างความกดดันให้กับรัฐบาลจีนอย่างมาก

แต่รัฐบาลจีนก็ดูเหมือนจะไม่สน เพราะในการประชุมใหญ่ Fourth Plenum ที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์ได้ออกแถลงการณ์มาเลยว่า การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดของพรรคในขณะนี้ เรื่องสำคัญคือทำอย่างไรจึงจะปราบคอร์รัปชั่นได้ ซึ่งนี่ถือเป็นความกล้าหาญทางการเมืองอย่างมาก เพราะระบอบเผด็จการแบบจีนนั้น ส่วนใหญ่ประชาชนยอมรับได้ ทั้งที่กดขี่สารพัด ก็เพราะฝีมือในการสร้างเศรษฐกิจ และในเมื่อระบบเศรษฐกิจของจีนผูกโยงอยู่กับการจ่ายใต้โต๊ะมานาน การปราบคอร์รัปชั่นก็ไม่มีทางจะเกิดขึ้นโดยไม่กระทบการเติบโต

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การตัดสินใจนี้ก็เป็นเรื่องชาญฉลาดอย่างมากเช่นกัน เพราะไม่ว่าการปราบคอร์รัปชั่นจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร แต่รับรองว่าจะไม่กระทบไปได้มากกว่าความฉิบหายที่จะเกิดขึ้นจากการไม่แก้คอร์รัปชั่น ระบบเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงด้วยเงินสินบนนั้น ให้เติบโตเท่าไหร่ๆ ก็เป็นเรื่องทำลายตัวเอง เพราะทรัพยากรไหลไปตามตัณหาและความโง่ของนักการเมืองมากกว่าความจำเป็น โครงการที่ควรทำก็ไม่ทำ ไพล่ไปทำแต่เรื่องที่กินได้มาก ยิ่งกว่านั้นในเมื่อเรื่องที่กินได้มาก มักจะเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างระบบคมนาคม พลังงาน การสื่อสาร พอโกงกันเสียจนง่อยในเรื่องเหล่านี้ ภาคส่วนอื่นๆ ของประเทศที่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานในการประกอบธุรกิจต่อเนื่องกันไปก็เลยพลอยเปลี้ยไปด้วย ในทางตรงกันข้าม หากแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ แม้ในระยะสั้นเศรษฐกิจจะเฉาไปบ้าง แต่ในระยะยาวขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศก็จะพุ่งไปได้โดยไม่ถูกจำกัด

แล้วนี่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องอนุมานกันไปเอง แต่ก็มีหลักฐานยืนยัน นิตยสารอีโคโนมิสต์บอกว่า ในจีนนั้นก่อนหน้านี้ก็เคยมีการรณรงค์ปราบคอร์รัปชั่นมาแล้ว แม้ว่าจะไม่ถึงขนาดที่ทำในยุคนี้ กล่าวคือ การตรวจสอบการทุจริตของปักกิ่งในปี 1995 และของเซียะเหมินในปี 1999 ซึ่งทีแรกดูเหมือนจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงร้อยละ 3 จุดเหมือนกัน แต่ปรากฏว่าทั้งสองเมืองก็ฟื้นตัวได้ในระยะเวลาไม่นาน นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยบอกอีกว่าท้องถิ่นใดของจีนที่ต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างแข็งขัน มักจะมีรายได้มากกว่าท้องถิ่นที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่อีกด้วย

สรุปว่าขณะนี้ผู้นำของเมืองจีนเขาได้เลือกกันแล้วว่าอยากจะสร้างเศรษฐกิจของประเทศด้วยระบบแบบไหน ฉาบฉวยหรือมั่นคงเพียงใด

ไม่รู้ว่าผู้นำเมืองไทยและบรรดามนตรีท่านได้เลือกแล้วหรือยัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท