
ศรัทธาเนืองแน่น แม้จะสิ้นพระชนม์ 1 ปี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์
โดย...สมาน สุดโต
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย ในวารสมัยครบ 1 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวฑฺฒนมหาเถร) วันที่ 2324 ต.ค. 2557
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการบำเพ็ญกุศล พร้อมคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ประชาชนทั่วไปก็ไปถวายสักการะมิเคยขาด
วันพฤหัสบดีที่ 23 ต.ค. 2557 พระธรรมเจดีย์ (พงศ์สันต์ ธมฺมเสฏฺโฐ ป.ธ. 9) วัดกัลยาณมิตร เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ เรื่อง ชราสุตฺตกถา
คอลัมน์ สยามอัศจรรย์ โพสต์ทูเดย์ ได้รับอนุญาตจากศิษย์ใกล้ชิดพระธรรมเจดีย์ จึงนำมาตีพิมพ์เพื่อเป็นสัมพัจฉรานุสรณ์ 1 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้น โดยตัดบางตอนเพื่อสะดวกในการพิมพ์
พระธรรมเทศนาชราสุตฺตกถา
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ อปฺปํ วต ชีวิตํ อิทํ โอรํ วสฺสสตาปิ มิยฺยติ โย เจปิ อติจฺจ ชีวติ อถโข โส ชรสาปิ มิยฺยตีติฯ
บัดนี้ จะรับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา ในชราสุตฺตกถา ฉลองพระเดชพระคุณ ประดับพระปัญญาบารมี อนุรูปแก่การพระราชกุศลทักษิณานุปทานกิจ ที่สมเด็จบรมพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย ในวารสมัยครบ 1 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวฑฺฒนมหาเถร) ตามวิธีทางพระพุทธศาสนา
พระเกียรติยศ
ก็แล เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์นั้นทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ต.ค. 2556 เวลา 19 นาฬิกา 30 นาที ณ ตึกวชิรญาณวงศ์สามัคคีพยาบาร ชั้นพระมหากรุณาธิคุณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริพระชันษา 100 ปี 21 วัน สมเด็จบรมพิตรพระราชสมภารเจ้า ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยความเศร้าสลดพระราชหฤทัยยิ่ง จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก มีกำหนด 30 วัน แลทรงให้จัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศตามพระราชประเพณีทุกประการ ประดิษฐานพระศพ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นถวายสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 10 เมื่อปี 2457 สำหรับพระโกศทรงพระศพนั้น สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ ซึ่งตามตำนานพระโกศระบุว่า สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 มีอยู่ 2 องค์ องค์หนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงค้นพบแต่องค์พระโกศ จึงทรงสร้างฝาและฐานประกอบ เรียกพระโกศกุดั่นใหญ่ อีกองค์เป็นองค์รอง เรียกพระโกศกุดั่นน้อย ทั้งนี้พระโกศสำหรับพระเกียรติยศ สมเด็จพระสังฆราช ตามระเบียบระบุว่า เป็นพระโกศกุดั่นน้อย แต่คราวนี้ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนชั้นพระโกศเป็นพระโกศกุดั่นใหญ่ ซึ่งมีเกียรติยศสูงกว่า พระราชทานเป็นกรณีพิเศษ ด้วยเหตุที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นพระอภิบาลในพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เมื่อครั้งเสด็จออกทรงพระผนวช เมื่อปี 2499 พร้อมทั้งทรงถวายความรู้ในพระธรรมวินัยตลอดระยะเวลาแห่งการทรงพระผนวช แลทรงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อปี 2521 อีกด้วย พระโกศประดิษฐานภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้นตามพระเกียรติยศ บนพระแท่นแว่นฟ้าปิดทองประดับกระจก แวดล้อมด้วยฉัตรเครื่องสูง 3 คู่ ประดับพุ่มตาดทอง ดอกไม้แจกันและเทียนไฟฟ้ารายรอบพระโกศบนพระแท่นแว่นฟ้าทั้งสองชั้น เบื้องหน้าตั้งพานพระภูษาโยงซึ่งทอดจากปากพระโกศ เชื่อมด้วยสุกำอันประชุมที่เบื้องพระเศียรของพระศพ
เครื่องประกอบสมณศักดิ์
เบื้องหน้าพระโกศตั้งม้าหมู่ปิดทองสลักลายทอดเครื่องประกอบสมณศักดิ์ 18 รายการ มีพัดยศประจำตำแหน่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
แลพัดแฉกงาแกะสลักประดับพลอย พระราชทานพิเศษแก่เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตบางพระองค์ เป็นต้น
แลเบื้องหน้าม้าหมู่ทอดเครื่องประกอบสมณศักดิ์นั้น ตั้งเครื่องทองน้อยแก้วเจียระไน สำหรับพระศพทรงธรรม แลพระแท่นทรงกราบสำหรับพระบรมวงศ์ทรงสักการะพระศพ
ถัดไปทางด้านซ้ายแลขวา ตั้งขาหยั่ง แขวนมาลาของหลวง ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์
อนึ่ง ริมผนังด้านตะวันตก ตั้งพระแท่นมหาสมณอาสน์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กางกั้นเบญจปฎลเศวตฉัตร ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางรำพึงของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ส่วนพระรูปเจ้าพระคุณสมเด็จฯ นั้น ประดิษฐานอยู่ข้างพระแท่นมหาสมณอาสน์ เป็นพระรูปขณะดำรงสมณศักดิ์สมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร ฝีพระหัตถ์สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ทรงฉายเมื่อปี 2527 ณ สำนักสงฆ์ภายในพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้สร้างถวายเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สำหรับบำเพ็ญสมณธรรม ด้วยพระราชศรัทธาเป็นที่ยิ่ง
บำเพ็ญกุศล 1 ปี มิได้ขาด
นอกจากทรงพระกรุณาโปรดให้จัดการพระศพแล้ว ยังทรงพระกรุณาโปรดให้มีการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายต่อเนื่องมิได้ขาด จวบวารสมัยครบ 1 ปี ในวันนี้ ก็ยังมีพระมหากรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายอีกวาระหนึ่ง เป็นการบูชาสักการะพระมหาเถระผู้ทรงเป็นประธานในสังฆมณฑลทั่วราชอาณาจักร ตามหลักแห่งสัปปุริสชน คนดีที่นับถือพระพุทธศาสนา จะพึงกระทำต่อผู้มีคุณูปการ แก่ตนทุกประการ โดยฐานแห่งพระกตัญญูกตเวทิตาธรรม
ทรงอุดมด้วยเมตตา
แท้จริง เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์นั้น ทรงไว้ซึ่งพระคุณธรรมเป็นอเนกอนันต์ ยากที่จะพรรณนาให้จบสิ้น ด้วยเทศนานัยกัณฑ์น้อยที่รับพระราชทานถวายวิสัชนา แต่จะนำมาซึ่งพระคุณธรรมอันมีประจำในพระทัยของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ และแสดงออกให้ทุกคนได้เห็นตลอดกาล รับพระราชทานถวายวิสัชนาเพียงข้อหนึ่ง คือ เมตตาธรรม ซึ่งเป็นข้อคำรบที่ 1 แห่งพรหมวิหารธรรม 4 อันเป็นพระโอวาทานุศาสนี ของสมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมตตา นี้หมายถึง ความรักใคร่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุขทุกทั่วหน้า เป็นธรรมจริยาอย่างสูงของผู้ใหญ่ ช่วยให้ผู้น้อยได้รับความชุ่มชื่น ดื่มด่ำ ฉ่ำเย็น เทียบได้กับน้ำที่ให้ความสดชื่น เย็นฉ่ำตลอดเวลา
เปรียบเทียบเมตตากับน้ำ
อันธรรมดาว่า น้ำ ย่อมมีลักษณาการ 4 อย่าง คือ 1.มีผิวพื้นราบเรียบสม่ำเสมอไม่สูงต่ำ 2.มีเนื้อติดสนิทเป็นอย่างเดียวไม่แยกกัน 3.มีปกติใสสะอาดไม่ขุ่นมัว และ 4.มีความเย็นเป็นธรรมดา
ซึ่งมีอรรถาธิบายว่า น้ำตามปกติธรรมดา มีผิวพื้นราบเรียบเสมอเหมือนแผ่นกระจกไม่สูงต่ำ แต่ที่กลายเป็นคลื่นไม่เรียบร้อย ก็เพราะอาศัยสิ่งอื่นทำให้ผิดปกติ เช่น ลมพัด ปลาว่าย เรือแล่น หรือมีคนทุ่มสิ่งของลงไป จะมองเห็นได้ในแม่น้ำ ลำคลอง ท้องทะเลทั่วไป
แลน้ำมีเนื้อติดสนิทเป็นอย่างเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ ไม่มีรอยร้าว หรือรอยต่อประสาน จะเห็นได้ในน้ำที่ไหลบางแห่ง แม้จะเป็นน้ำขุ่นน้ำใสคนละสี แต่ก็ไม่มีร่องรอยให้เห็นเลย จะเอาวัสดุอะไรขีด ก็จะเห็นรอยบุ๋มหรือร่องขีดเพียงครู่เดียว แล้วก็กลับติดสนิทเป็นเนื้อเดียวตามเดิม
บางท่านอาจท้วงว่า น้ำที่ใช้ภาชนะตักมาจากแม่น้ำลำคลอง หรือจากตุ่มจากไห หรือน้ำแข็งเป็นก้อนใหญ่ๆ เขาใช้เลื่อยหรือขวานแบ่งแยกก็ยังได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีสิ่งอื่นทำให้ผิดปกติธรรมดาไป แต่ถึงกระนั้น น้ำในภาชนะที่ตักมาก็ดี ก้อนน้ำแข็งแต่ละก้อนก็ดี ก็ติดสนิทเป็นเนื้อเดียวกันแยกจากกันไม่ได้อยู่นั่นเอง
อนึ่ง น้ำมีปกติใสสะอาดไม่ขุ่นมัว แต่ที่กลับขุ่นมัวเศร้าหมองไปก็เพราะอาศัยสิ่งและสีอื่นจรเข้ามาทำร้าย ด้วยว่า น้ำจะขุ่นมัวได้ด้วยเหตุ 3 ประการ คือ1.น้ำตื้น 2.ปลาว่าย 3.ลมพัดทำให้โคลนตมก้นตะกอนฟุ้งขจรขึ้นได้ง่าย จึงกลายเป็นน้ำขุ่นมัวไป ปราศจากเหตุดังกล่าว น้ำก็จะใสเป็นปกติอยู่เสมอ แลน้ำมีความเย็นเป็นธรรมดา แม้ว่าจะใส่กาต้มตั้งบนเตาจนร้อน แต่เมื่อยกวางลงไว้นานๆ ก็จะกลับเย็นตามเดิมอีก
น้ำบางอย่างมีทั้งเย็นทั้งร้อนในคราวเดียวกัน เช่น น้ำแข็งใส่น้ำชากาแฟที่ร้อน แต่ถ้าทิ้งไว้นานๆ ก็จะเหลือแต่ความเย็นอย่างเดียว หรือน้ำกลั่นบางประเภท ปกติก็เย็น แต่พอดื่มล่วงลำคอลงไปจึงจะรู้สึกร้อน เช่น กอฮอล์ สุรายาเมา หรือน้ำมันระกำ เป็นต้น แต่ถ้าทิ้งไว้ให้ระเหยก็จะคงเหลือแต่ความเย็นอย่างเดียวตามเดิม







