
คำมั่น รมช.ศึกษาฯเรียนจบต้องไม่ตกงาน
ต้องเปลี่ยนค่านิยมให้คนมาเรียนสายปฏิบัติให้มากขึ้น ต้องหาหลักประกันว่าเรียนจบสายนี้แล้วมีงานทำเลย
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
หลังเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน กฤษณพงศ์ กีรติกร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปรยถึงยุทธศาสตร์ซึ่งถูกวางให้เข้าไปดูแลการศึกษาระดับอุดมศึกษา ว่า จะรีบเดินทางเข้าไปพบคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ซึ่งเป็นตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อพบปะพูดคุย โดยระบุว่า "ผมจะเดินทางไปขอความรู้จากผู้รู้ ตอนนี้ผมเป็นเล่าปี่ที่ต้องเดินทางไปพบขงเบ้ง"
ผ่านไปแล้วกว่า 1 เดือน รมช.ศธ. เปิดโอกาสให้โพสต์ทูเดย์เข้าพูดคุยถึงความคืบหน้าจากที่ได้เดินสายพบผู้รู้ใน กกอ.ว่าได้หารือเรื่องอะไรบ้าง
รมช.ศธ. เล่าว่า การพบปะได้ปรึกษากันถึงสิ่งที่กำลังเดินหน้าคือ เรื่องของกรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี หรือระหว่างปี 2551-2565 ที่มีสาระสำคัญ 2 ส่วน เรื่องแรกคือ วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมที่รุมเร้าและส่งผลกระทบต่อมนุษย์ โลกประเทศ และการจัดการอุดมศึกษา ส่วนที่สองคือปัจจัยภายในของการอุดมศึกษาเอง
ส่วนแรก ได้แก่ 1.การเปลี่ยนแปลงของประชากร 2.พลังงานและสิ่งแวดล้อม 3.การมีงานทำและตลาดแรงงาน 4.การจัดการการขัดแย้งและความรุนแรง 5.การกระจายอำนาจ 6.เยาวชนไทยในอนาคต 7.เศรษฐกิจพอเพียง
ส่วนที่สองคือ ปัจจัยภายในการอุดมศึกษา ประกอบด้วย 1.รอยต่อกับการศึกษาระดับอื่นๆ 2.การแก้ปัญหาอุดมศึกษาในปัจจุบัน 3.ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการ 4.การพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน 5.การเงินอุดมศึกษา ฯลฯ
กรอบที่กล่าวมาเป็นยุทธศาสตร์ที่อยู่ในระหว่างให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งศึกษาในรายละเอียด เพื่อเดินหน้าไปสู่กระบวนการรับฟังความเห็นว่าคิดเห็นอย่างไรกับกรอบดังกล่าวเป็นเรื่องที่กุนซือด้านอุดมศึกษาท่านนี้ ระบุว่า
"เสียงจากมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ตอนนี้มองกรอบที่กล่าวมาค่อนข้างดีจะมีบ้างที่ไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับและว่าไปตามเสียงส่วนใหญ่ ตอนนี้มหาวิทยาลัยยอมรับอีกด้วย ว่า ในแต่ละปีกำลังใช้ทรัพยากรหรือได้รับการช่วยเหลือจากรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังประสบปัญหาเรื่องการผลิตคนที่จบปริญญาตรี แต่ละปีจะมีที่ไม่สามารถหางานทำ 1.5 แสนคน พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนตลอดหลักสูตรอย่างน้อย 3-4 แสนบาท/คน
สิ่งที่เรากำลังขอและรอคือ ให้ทางมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะรู้โดยความสมัครใจในเรื่องการเปิดหลักสูตรการศึกษาจำนวนผู้ที่จบการศึกษาและได้งานทำจริงๆ กี่คน ข้อมูลนี้เป็นเรื่องที่สาธารณะไม่ทราบหรือไม่มีรายละเอียดนัก มันจะดีที่เปิดเผยข้อมูลให้คนเป็นพ่อแม่และคนเรียนตัดสินใจ จะเป็นข้อมูลที่ส่งสัญญาณช่วยคนที่กำลังควักเงินไปเรียนหนังสือ เป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนระยะยาว เพื่อดูแลทั้งทรัพยากรรัฐและทรัพยากรบุคคล" กฤษณพงศ์ เล่าถึงยุทธศาสตร์ที่วาดหวังไว้
แม้จะเริ่มเดินหน้ายุทธศาสตร์ที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่าจะบรรลุเป้าหมายแค่ไหนอย่างไร จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า หากการจัดการที่วางไว้ล้มเหลวจะเกิดอะไรตามมาบ้าง
"คนแต่ละคนกว่าจะเรียนจบปริญญาตรีใช้เวลา 4 ปี เมื่อนำตัวเลขค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนมาคำนวณคร่าวๆ แล้วจะพบว่า ได้ตัวเลขความสูญเปล่าของเงินตรงนี้นับหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่เวลาที่หมดไป 4 ปี ของคนในวัยนี้ประมาณกว่าแสนคนต่อปี นับเป็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจเท่าไหร่ เรียนหนังสือแล้วไปตกงาน เราต้องคิดกันแบบนี้ไม่ใช่แค่เปิดให้คนมาเรียน หากมองแผนระยะยาวที่เรากำลังแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนก็ควรผลักดันให้คนไปทำงานระดับกลางที่ยังมีตลาดเปิดรับจำนวนมากเพิ่มขึ้นให้ได้
ต้องให้คนเรียนอาชีวะมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่อุดมศึกษาดำเนินการฝ่ายเดียวไม่ได้ นี่เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ต้องยอมรับว่า ประเทศไม่ได้ขับเคลื่อนไปด้วยกลุ่มคนที่เป็นนักวิชาการเท่านั้น ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคนที่เรียนปริญญาตรี โท เอก เท่านั้น แต่ขับเคลื่อนด้วยสายปฏิบัติการเช่นกัน แต่ขณะนี้สิ่งกำลังเกิดขึ้นความไม่สมดุลระหว่างการเรียน อาชีวะกับอุดมศึกษา เมื่อสายปฏิบัติไม่เพียงพอหรือที่มียังมีคุณภาพไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็นการขับเคลื่อนประเทศเหมือนมีเครื่องยนต์ที่มีปัญหา นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องดึงมหาวิทยาลัยให้มีสำนึกร่วมกันกับสังคมก่อน เรื่องกฎหมายหรือ พ.ร.บ.เป็นเรื่องที่จะไว้หลังสุด" รมช.ศธ.ขยายภาพเรื่องแผนให้เห็นชัดขึ้น
กฤษณพงศ์ ย้ำว่า การบริหารมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องที่มากกว่าวิชาการเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจเรื่องการเงิน เรื่องกฎหมาย เรื่องทรัพยากรบุคคล เข้าใจเรื่องภาพที่สะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เข้าใจเรื่องความเสี่ยง เป็นคุณลักษณะสำคัญของผู้บริหารองค์กร
"มหาวิทยาลัยเป็นเสมือนพื้นที่ที่มีอำนาจการบริหารจัดการตัวเองด้วย พ.ร.บ.ของตัวเองและมีสภามหาวิทยาลัยบริหาร ทั้งหมดต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องที่เป็นคำสั่งจากกระทรวง ระบบมันซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนเร็วต้องให้ผู้บริหารปรับตัวเองให้เร็ว เมื่อเอาอำนาจไปจากรัฐแล้วก็ต้องมีความรับผิดรับชอบ เราทำได้เพียงช่วยหาโปรแกรมสนับสนุน ขณะนี้มหาวิทยาลัยอยู่ได้ด้วยเงินของรัฐและผู้ปกครอง ถ้าผลิตคนแล้วไม่มีงานทำ ก็มีปัญหาใหญ่รออยู่ในอนาคตอย่างแน่นอน" กฤษณพงศ์ ระบุถึงภาระที่มหาวิทยาลัยต้องเข้ามามีบทบาทในอนาคต
รมช.ศธ. ระบุอีกว่า มีตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศในเอเชียตะวันออก อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่วางแผนและเดินหน้าเรื่องการจัดการสมดุลของการผลิตกำลังคนสำเร็จ
"เขาเดินหน้าพัฒนาประเทศได้เร็วที่สุดในช่วงเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา ด้วยการสร้างทางเลือกในสายอาชีพที่เข้มแข็งให้คนยอมรับว่า ทางเลือกในตลาดทางวิชาการนั้นมีจำกัด มีการแข่งขันสูง ต้องหาสมดุลใหม่ ซึ่งอาจจะมีตลาดรองรับเพียงแค่ไม่เกิน 15% ต้องคิดใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้คนเรียนจบแล้วมีรายได้ ทำไมเรียนจบแล้วต้องมีภาระหนี้สินไปอีกนับสิบปี เราต้องเปลี่ยนค่านิยมให้คนมาเรียนสายปฏิบัติให้มากขึ้น ต้องหาหลักประกันว่าเรียนจบสายนี้แล้วมีงานทำเลย ขณะที่เรียนมหาวิทยาลัยเริ่มสูญเสียหลักประกันที่บอกว่า เรียนจบแล้วจะเป็นเจ้าคนนายคนแล้ว และสายปฏิบัติการก็สามารถเรียนเพิ่มเติมได้ ต้องทำให้คนเห็นเส้นทางความก้าวหน้าในชีวิตให้ได้ แต่จะวางแผนจัดการตรงนี้ได้ต้องให้มหาวิทยาลัยเปิดเผยข้อมูลที่ตัวเองมีอย่างสมัครใจก่อน" รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้าย
มหา'ลัยอย่าทำลายความฝันบัณฑิตใหม่
อมรวิชช์ นาครทรรพ นักวิชาการ ซึ่งเป็นเสมือนคู่คิดของ รมช.ศธ.ท่านนี้ ที่พ่วงท้ายชื่อด้วยตำแหน่งเลขานุการ รมช.ศธ.ก็ให้ความเห็นในยุทธศาสตร์ที่กำลังเดินหน้าเช่นกันว่า สภามหาวิทยาลัยต้องมีธรรมาภิบาลเป็นกุญแจความสำเร็จ มีความโปร่งใส ถ้ามีสิ่งนี้ข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนผลประกอบการจะเป็นตัวชี้เอง ว่า ต้องทำอะไร ประเทศจะขับเคลื่อนด้วยคนกลุ่มเดียว เฉพาะนักวิชาการไม่ได้
"หลายประเทศ เช่น สหรัฐเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้แล้ว แนวคิดเรื่องการเน้นวิชาการอย่างเดียวได้เข้าไปทำลายความสามารถและคุณสมบัติด้านอื่นๆ ในตัวคนเยอะ เราอาจจะได้ผู้ประกอบการศิลปินเก่งๆ แต่การเน้นวิชาการกลับไปทำลายจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไปหมดด้วยค่านิยมว่าต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จ
ขณะนี้เราต้องคิดถึงอนาคตควรเปลี่ยนระบบบริหารการจัดการทั้งหมด ตอนนี้การศึกษาสอนให้เด็กเรียนต่อไปเรื่อยๆ แต่แท้จริงนั้น ปวช. ปวส. ก็มีงานทำไม่แพ้ปริญญาตรี เราต้องไม่ทำร้ายคนที่จบปริญญาตรี ด้วยการทำลายความฝันว่าจบแล้วมีงานที่ดีทำมีฐานะที่มั่นคง และทำให้พวกเขาและพ่อแม่ต้องเป็นหนี้อีกหลายปีหลังจากเรียนจบ แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องให้ความเห็นบนพื้นฐานของข้อมูลและมีทางเลือกให้เด็กมากขึ้น ต้องเปลี่ยนค่านิยมเรื่องการเรียนอุดมศึกษาให้ได้ ให้คนเลิกคิดว่าเรียนหนังสือเพื่อเป็นเจ้าคนนายคนเป็นคิดใหม่ ว่า เรียนเพื่อเป็นเจ้าตนนายตน" เลขานุการ รมช.ศธ. กล่าว







