
เอเชียสิ้นมนต์ขลังต้นทุนต่ำตะวันตกพาเหรดกลับบ้าน
ปรากฏการณ์การเติบโตแบบพุ่งทะยานทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
โดย...เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม
ปรากฏการณ์การเติบโตแบบพุ่งทะยานทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคนี้ ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจโลก เทียบชั้นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำจากซีกโลกตะวันตก
ข้อมูลจาก เดอะ ฟินเฟกต์ส บิซิเนส แอนด์ ไฟแนนซ์ พอร์ทัล ผู้ให้บริการข้อมูลทางธุรกิจและการเงิน ระบุว่า ช่วงปี 19802010 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศตามมูลค่าที่แท้จริงโดยเฉลี่ย (จีดีพี) ของเอเชีย ขยายตัวสูงถึง 7.1% ต่อปีทีเดียว เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยจีดีพีโลก ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.8% เท่านั้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต” ถือเป็นปัจจัยอันเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการผงาดขึ้นมาของเอเชียทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งยักษ์ใหญ่ทางธุรกิจสัญชาติตะวันตกทั้งหลายต่างพาเหรดย้ายฐานการผลิตมาสู่ดินแดนซีกโลกตะวันออก เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก
กระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนของตะวันตกในครั้งนั้น ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียเนื้อหอม กลายมาเป็นแหล่งรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์สำคัญในหลายอุตสาหกรรมจากยุโรปและสหรัฐ โดยเฉพาะพญามังกรจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการจ้างงานทั้งภาคการผลิตและบริการเป็นจำนวนมาก จนครองตำแหน่ง “โรงงานของโลก” เป็นเวลาหลายปี และสามารถแซงหน้าญี่ปุ่น คว้าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐมาครองได้สำเร็จตั้งแต่ปี 2011 อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ช่วง 23 ปีที่ผ่านมานี้ บริษัทสัญชาติตะวันตกจำนวนมากเริ่มพิจารณาทบทวนยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจใหม่อีกครั้ง เห็นได้ชัดจากผลสำรวจประจำปี ครั้งที่ 3 ของ เดอะ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (บีซีจี) ที่ทำการสำรวจกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของบริษัทการผลิตในสหรัฐ ซึ่งมียอดขายต่อปีไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.23 หมื่นล้านบาท) พบว่า บริษัทผู้ตอบแบบสำรวจที่ระบุว่าจะย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศกลับมายังสหรัฐอีกครั้ง มีสัดส่วนสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 20% ทีเดียว
นอกจากนี้ กลุ่มผู้บริหารระดับสูงยังระบุเพิ่มเติมจากการสำรวจด้วยว่า เริ่มปรับเพิ่มการผลิตแบบ “เมด อิน อเมริกา” จากโรงงานในประเทศเพิ่มขึ้นในปีนี้ราว 16% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นจากเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ระดับ 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แถมยังพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวจากการสำรวจครั้งแรก เมื่อเดือน ก.พ. 2012 ที่มีอัตราส่วนเพียง 7% เท่านั้น
แฮโรลด์ เซอร์คิน หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยผลสำรวจดังกล่าว แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า 24% ของผู้บริหารระดับสูงที่ทำการสำรวจ อยู่ระหว่างพิจารณาย้ายการผลิตจากต่างประเทศกลับมาบ้านเกิดในสหรัฐในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน แม้จะยังไม่แน่ชัดว่ามีจำนวนบริษัทในภาคการผลิตของสหรัฐมากเพียงใด ที่ตัดสินใจย้ายการลงทุนกลับมายังดินแดนบ้านเกิด
ส่วนสาเหตุสำคัญที่นักธุรกิจจากแดนมะกันตัดสินใจย้ายฐานการผลิตกลับบ้านอีกครั้งนั้น มีหลายปัจจัย อาทิ 70% อ้างว่า ต้องการแรงงานที่มีทักษะ ส่วนอีกเกือบ 80% ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานที่สั้นลง และค่าใช้จ่ายการจัดส่งสินค้าทางเรือที่ลดลง เป็นแรงจูงใจสำคัญในการย้ายฐานการผลิตกลับบ้าน ขณะที่ 71% กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ง่ายกว่า ถ้าทำธุรกิจในระบบเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างสหรัฐ และ 75% ชี้ว่าการควบคุมการผลิตจากท้องถิ่นจะทำให้มีคุณภาพและผลิตผลดีขึ้น แถมยังเป็นการสร้างงานให้แก่เศรษฐกิจสหรัฐอย่างแข็งแกร่งอีกด้วย
เช่นเดียวกับบริษัทสัญชาติอังกฤษ ซึ่ง เดอะ การ์เดียน สื่อเมืองผู้ดี รายงานว่า บริษัทผู้ผลิตที่เคยย้ายฐานการผลิตไปยังเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ เริ่มพิจารณาจะเคลื่อนย้ายการลงทุนกลับมายังสหราชอาณาจักรอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตในประเทศจีน ตามมาด้วยฐานการผลิตในยุโรปตะวันออก
ทั้งนี้ จากการสำรวจของบริษัทกฎหมายระดับโลก สไควร์ แซนเดอร์ส ปรากฏว่า 1 ใน 6 ของบริษัทสัญชาติอังกฤษวางแผนที่จะเคลื่อนย้ายฐานการผลิตกลับมายังแดนผู้ดีในอีก 3 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับอัตราส่วนเมื่อปี 2009 โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 1 ใน 7 ของผู้ประกอบการเท่านั้นที่ต้องการย้ายฐานการผลิตกลับบ้านเกิด
ทั้งนี้ การย้ายเงินทุนกลับมายังดินแดนอังกฤษอีกครั้งก็ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ต้องการปรับปรุงคุณภาพแก่ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ รวมทั้งต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สินค้าและบริการของตนเอง และสุดท้ายเป็นประเด็นเรื่องความเร็วในการจัดส่งสินค้า พร้อมทั้งค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่นักธุรกิจทั้งจากสหรัฐและอังกฤษระบุตรงกันว่าเป็นปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณาในการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานของจีน รวมทั้งประเทศอื่นๆ ของเอเชียที่ปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนการประกอบการอื่นๆ อาทิ วัตถุดิบ สิ่งแวดล้อม ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันด้วย ส่งผลให้แรงดึงดูดในการลงทุนจากต่างชาติเริ่มแผ่วลง
โคเรีย เฮอรัลด์ รายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า การประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย อาจจะกลายมาเป็นปัญหาสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมในแถบนี้ และกระทบต่อนักลงทุนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น ไล่เรียงมาตั้งแต่กัมพูชาที่ปรับค่าแรงขึ้นเป็น 2 เท่าจากเดิม เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซีย ก็เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจากอัตราเดิมอีกราว 14.9% และ 22% ตามลำดับ ส่วนไทยนั้นก็มีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ช่วงรัฐบาลชุดที่ผ่านมา
สำหรับโรงงานการผลิตของโลกอย่างจีนนั้น รอยเตอร์สรายงานว่า พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน ปรับเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำขึ้นล่าสุด เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ในช่วงระหว่าง 11.412.3% โดยเซี่ยงไฮ้ปรับเพิ่มมากที่สุด ที่ 12.3% ที่ระดับ 1,820 หยวน/เดือน (ราว 9,572 บาท) จากเดิมที่ 1,620 (ราว 9,572 บาท) จากเดิมที่ 1,620 หยวน/เดือน
ส่วนกรุงปักกิ่งนั้น ก็ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกราว 11.4% จาก 1,400 หยวน/เดือน ไปที่ระดับ 1,560 หยวน/เดือน และค่าแรงขั้นต่ำในเมืองเทียนจิน ปรับขึ้น 12% จากเดิมที่ระดับ 1,500 หยวน/เดือน ขึ้นไปถึง1,680 หยวน/เดือนเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังคาดการณ์เพิ่มเติมด้วยว่า เมืองสำคัญทางเศรษฐกิจอื่นๆ ของจีน อาทิ เสิ่นเจิ้น กว่างโจว ก็เตรียมจะปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเช่นเดียวกัน
วิกฤตต้นทุนที่สูงขึ้นนี้น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หลายประเทศในเอเชียที่เคยเนื้อหอม โดยเฉพาะจีนต้องสิ้นหมดเสน่ห์ไป ซึ่งทางบีซีจีคาดการณ์ว่าการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศของชาติตะวันตกนี้ น่าจะทำให้จีนต้องปรับลดกำลังการผลิตลง 11% ในปีนี้ ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 21% เลยทีเดียว ส่วนภูมิภาคเอเชียนั้น ทางบีซีจีก็ปรับลดคาดการณ์กำลังการผลิตจากการเคลื่อนย้ายการผลิตออกไปของธุรกิจยุโรปและสหรัฐ ในระดับติดลบ 22%
ปัจจัยต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นทั่วเอเชีย จนชาติตะวันตกเริ่มพิจารณาย้ายฐานการผลิต อาจจะเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่า ยุคผู้ผลิตสินค้าราคาถูกอาจจะหมดสิ้นไปแล้ว เอเชียควรเร่งปรับตัวด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อปรับลดต้นทุนในการผลิตให้ต่ำลง ถ้ายังต้องการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้







