
อย่าดับไฟปฏิรูป
มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ฯลฯ เป็นกรรมการ ให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ในพื้นที่ 29 แปลง กำลังกลายเป็นจุดหักมุมอันสำคัญของการปฏิรูปพลังงานของประเทศไทย
มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ฯลฯ เป็นกรรมการ ให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ในพื้นที่ 29 แปลง กำลังกลายเป็นจุดหักมุมอันสำคัญของการปฏิรูปพลังงานของประเทศไทย
เนื่องจากเป็นการตัดสินใจทางนโยบายของรัฐบาลในการกำหนดวิธีการลงเสาเข็ม สร้างขื่อแปของประเทศ ก่อนหน้าที่จะมีการนำข้อเสนอแนะจากฝ่ายต่างๆ มาดำเนินการปฏิรูปพลังงานของประเทศตามที่รัฐบาลได้ประกาศเป็นเรือธงไว้
ไม่ว่ารัฐบาลจะยกเหตุผลประการใดมาอรรถาธิบายถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการตัดสินใจเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ แต่ได้ทำให้การปฏิรูปพลังงานของประเทศขึ้นรูปแบบบิดเบี้ยวไปเสียแล้ว
หากการปรับพื้นดิน การตอกเสาเข็ม ก่อคาน ก่อนที่จะลงมือสร้างบ้านเป็นเรื่องสำคัญในการวางรากฐานของบ้านให้แข็งแกร่งมั่นคง การปฏิรูปพลังงานของประเทศที่ทุกคนยอมรับว่ากลไกด้านพลังงานของประเทศบิดเบี้ยวอยู่ก็ต้องเริ่มต้นจากการกำหนดหลักเกณฑ์การสำรวจทรัพยากรของประเทศออกมาใช้ จนถึงการขุดเจาะ การขนถ่าย การกลั่น การแปรรูป จนถึงการกำหนดกติกาในการขายปลีกอย่างเป็นธรรม
แต่พลันเมื่อรัฐบาลมีมติเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ควบคู่กันไปกับการระดมสรรพกำลังของฝ่ายต่างๆ เพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดมาปฏิรูปพลังงานของประเทศ ย่อมทำให้แนวทางการปฏิรูปพลังงานไม่สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นเรื่องอย่างแน่นอน
มติของรัฐบาลในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ จึงเป็นการดับไฟในการปฏิรูปพลังงานให้มอดดับไปทันที
ความหวังของประชาชนผู้บริโภคพลังงานทุกชนิดรวมกันเป็นมูลค่า 2.14 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จะได้กำหนดทิศทางการจัดการพลังงานของประเทศอย่างทั่วถึง เป็นธรรมตามกลไกที่ควรจะเป็นได้ถูกตัดรากออกไป เหลือแต่การปฏิรูปด้านการผลิตและการขายที่ปลายทางเท่านั้น แต่การแบ่งปันทรัพยากรได้ถูกตัดทอนลง ซึ่งนั่นอาจทำให้หัวเชื้อของการปฏิรูปกลายเป็นการชักธงรบของคนในสังคมขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนที่มีข้อเสนอในการปฏิรูปพลังงานก็อย่าหมดหวังในการเสนอแนวทางที่สร้างสรรค์ในการจัดการพลังงานในประเทศอย่างเป็นธรรม แม้จะมีขีดจำกัดมากขึ้น แต่ต้องแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของคนในประเทศ







