posttoday
"จีน-ญี่ปุ่น"อุ้มบิ๊กตู่ แผนชิงดำ ศก.-การเมือง

"จีน-ญี่ปุ่น"อุ้มบิ๊กตู่ แผนชิงดำ ศก.-การเมือง

23 ตุลาคม 2557

นาทีนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื้อหอมสุดๆ ในสายตาต่างประเทศ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นาทีนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื้อหอมสุดๆ ในสายตาต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียที่ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและญี่ปุ่นต่างพากันขอเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการลงทุนขนาดใหญ่กับประเทศไทย ถึงขนาดส่งเทียบเชิญตื๊อขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ เพราะอยากหารือแบบตัวต่อตัว

ทั้งที่โดยปกติแล้วประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหารย่อมต้องถูกบอยคอต หรือแซงชั่น จากประชาคมโลก ซึ่งนำโดยสหรัฐและประเทศจากสหภาพยุโรป จนไม่มีชาติใดกล้าคบค้าสมาคมด้วย

ทว่า เหตุการณ์ในขณะนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เพราะบรรดาชาติอาเซียนต่างอ้าแขนต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างอบอุ่น หากจำกันได้ประเทศแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกเดินทางไปเยือน คือ ประเทศพม่า ระหว่างวันที่ 910 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งภารกิจนี้ไม่ได้แค่แนะนำตัวในฐานะผู้นำรัฐบาลคนใหม่ แต่เป้าหมายใหญ่ไปกว่านั้น คือ ต้องการผลักดันตามนโยบายอาเซียนนิยม ที่เน้นพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษบริเวณตามแนวชายแดน

ยิ่งพม่าเพิ่งเปิดประเทศและเปิดกว้างด้านการค้าการลงทุน บวกกับพม่าเป็นประธานอาเซียน ดังนั้นการเยือนครั้งนั้นของ พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็นใบเบิกทางสำคัญในการเข้าไปลงทุนของนายทุนไทย จึงมิใช่เรื่องแปลกที่จีนและญี่ปุ่นในฐานะเจ้าอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียจะมองไทยตาเป็นมัน จึงต่างพากันขับเคี่ยวเพื่อช่วงชิงการนำทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยมีไทยเป็นเป้าหมายให้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการเมือง

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่เกิดการแข่งขันกันรุนแรงระหว่างจีนและญี่ปุ่น คือ จีนกำลังแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างมาก ขณะเดียวกันอีกฟากโลกทางสหรัฐเองกำลังเผชิญปัญหาวุ่นวายกับการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธไอเอสทั้งในซีเรียและอิรัก จึงไม่ได้เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้อย่างเต็มที่ จึงอยากแสดงบทบาทผ่านทางญี่ปุ่นเป็นตัวแทนเข้ามาแข่งขันและมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้แทน

ขณะที่ปฏิทินการเดินทางเยือนต่างประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ แน่นเอี้ยด โดยระหว่างวันที่ 3031 ต.ค. จะไปเยือนกัมพูชา ประเด็นหารือสำคัญ คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการหารือความร่วมมือแหล่งพลังงานทางทะเล จากนั้นปลายปีนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประชุมเวทีเศรษฐกิจการเมืองอันดับ 1 ของโลกก็ว่าได้ คือ เวทีการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก หรือ เอเปก ที่ประเทศจีน

เวทีนี้ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองมากันพร้อมหน้า อย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น คู่ปรับตลอดกาลของจีน แน่นอนศึกชิงไหวพริบผลประโยชน์เศรษฐกิจและการเมืองโลกย่อมเปิดฉากขึ้น โดยมีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

หลังประชุมเอเปก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดใจเลือกว่าจะเดินทางไปเยือนประเทศใด ระหว่างจีนหรือญี่ปุ่น เพราะทั้งสองประเทศต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปเยือนเป็นชาติแรก ดังนั้นการให้น้ำหนักทางการเมืองในการตัดสินใจเลือกชาติใดชาติหนึ่งย่อมลำบาก ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างเสนอตัวว่าพร้อมจะลงทุนโครงการไฮสปีดเทรน 7 แสนล้านบาทของไทย

แม้หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าจีนเป็นต่อกว่าญี่ปุ่น ในเกมชิงเม็ดเงินโครงการอภิมหาโปรเจกต์ไฮสปีดเทรน 7 แสนล้านบาท เนื่องจากตั้งแต่วันแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิวัติรัฐประหาร จีนคือชาติแรกที่ออกตัวชัดเจนด้านนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่ญี่ปุ่นยังลังเลแทงกั๊ก เพราะทางรัฐบาลสหรัฐมีท่าทีทางลบและกดดันรัฐบาลไทย ปฏิกิริยาที่เห็นชัดๆ คือ สหรัฐไม่แต่งตั้งทูตใหม่แทนคริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ที่หมดวาระไป จึงเป็นผลให้รัฐบาลญี่ปุ่น ในระดับนโยบายแสดงอาการห่างเหิน

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนญี่ปุ่นในไทยกลับไหวตัวทัน เพราะผลประโยชน์มูลค่าการลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทยมูลค่ามหาศาลรออยู่ตรงหน้า เล็งเห็นแล้วว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ ผลประโยชน์ด้านการค้าการลงทุนมหาศาลจะหลุดลอยไปอยู่ในมือรัฐบาลและนักลงทุนชาวจีนเป็นแน่ ดังนั้นในระยะหลังรัฐบาลญี่ปุ่นจึงปรับท่าทีนโยบายต่างประเทศกับไทยใหม่ กลับมาสานความสัมพันธ์อันดีกับไทยโดยไม่แคร์ท่าทีของสหรัฐ

ขณะเดียวกัน ในช่วงนี้ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับชาติตะวันตกอยู่ในสภาวะห่างเหิน ดังนั้นจึงกลายเป็นจังหวะ ช่องว่างและโอกาสทองของรัฐบาลจีน แน่นอนญี่ปุ่นจะนิ่งเฉยอยู่มิได้ เพราะเกมนี้มีผลประโยชน์ด้านการลงทุนนับแสนล้านบาทเป็นเดิมพัน

ยิ่งรัฐบาลไทยเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการเมืองกับพม่าอย่างแนบแน่นในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปเยือนและได้วางรากฐานนโยบายอาเซียนนิยมไว้ รัฐบาลจีนและญี่ปุ่นย่อมมองการณ์ไกล ต้องการดึงไทยเข้าร่วมเพื่อเป็นฮับหรือสะพานเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจเพื่อข้ามไปลงทุนในพม่า

อย่างไรก็ตาม นโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล โดยเฉพาะกับเจ้าอิทธิพลแห่งเอเชีย จีนและญี่ปุ่น ย่อมต้องรอบคอบไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่งสุดโต่ง ต้องวางสมดุลและน้ำหนักที่แตกต่างกันไป ทั้งด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง ที่มีข้อแตกต่างได้เปรียบเสียเปรียบด้านศักยภาพที่ต่างกันไป กล่าวคือ จีนแม้เป็นประเทศใหญ่ ฐานเศรษฐกิจกำลังซื้อกำลังเติบโต อิทธิพลทางการเมืองในโลกคานมหาอำนาจตะวันตกได้

ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ภาคการค้าการลงทุนในไทยมีความแข็งแกร่งแข็งแรงอย่างมาก เพราะได้วางรากฐานการผลิตในไทยมาอย่างยาวนาน ดังนั้นการประเมินยุทธศาสตร์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจต้องสมดุลและรอบคอบต่อทั้งสองชาติ แบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น เพราะ ณ นาทีนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีแต้มต่อเหนือจีน ญี่ปุ่น ทุกการตัดสินใจต้องรอบคอบ ไม่เช่นนั้นจากที่ถือไพ่เหนือกว่าจะกลายเป็นลูกไล่ในเกม และพลอยจะทำให้สถานะรัฐบาลพังไปด้วย

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน