
สงครามอีโบลา
อีโบลามาแล้ว มันร้ายแรงยิ่งกว่าสงคราม
อีโบลามาแล้ว มันร้ายแรงยิ่งกว่าสงคราม
คำพูดนี้ได้ยินกันมากว่า 2 เดือนแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ในขณะนั้นรู้สึกว่าไม่ใคร่มีสาระและเกินจริง มันเพียงสะท้อนความหวาดกลัวของคนในพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายที่ยังไม่มียารักษา หากติดเชื้อมีโอกาสตายมากกว่าอยู่
แต่ถึงวันนี้เราอาจต้องยอมรับกันแล้วว่า คำพูดดังกล่าวสอดคล้องกับการแพร่กระจายของอีโบลาที่เกิดขึ้นจริง เพราะองค์การอนามัยโลกกับการแพทย์ไร้พรมแดน แม้จะทุ่มเทต่อสู้อย่างสุดความสามารถ ก็ยังเอาไม่อยู่ จำนวนคนติดเชื้อทั่วโลกในช่วง 2 เดือนเศษที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 10 เท่า คือจากระดับพันเป็นระดับหมื่น รวมทั้งเชื้อร้ายได้เดินทางออกนอกทวีปแอฟริกาไปถึงยุโรปกับอเมริกา
อัตราการติดเชื้อทวีคูณอย่างรวดเร็ว โดยพันคนแรกใช้เวลากว่า 6 เดือน แต่ปัจจุบันพันคนใช้เวลาอาทิตย์เดียว และก่อนสิ้นปีหากยังหยุดยั้งมันไม่สำเร็จ อัตราการติดเชื้ออาจเพิ่มเป็นสัปดาห์ละหมื่นคน ภายในต้นปีหน้า จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกอาจทะลุล้านคน
ในอัตราที่เป็นอยู่ ทุกๆ 20 วัน จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ลองนึกภาพว่าภายในปีเดียวตัวเลขจะขึ้นไปได้ถึงเท่าไรที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นไปอีก ฝรั่งที่ลงไปหาข่าวหรือสังเกตการณ์ในพื้นที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สถานการณ์ที่แท้จริงเลวร้ายกว่าตัวเลขที่รายงานเป็นอันมาก โดยประมาณกันว่าอัตราส่วนระหว่างที่ไม่รายงานกับที่รายงานสูงถึง 2.5 ต่อ 1
สาเหตุหนึ่งเกิดจากบางรัฐบาล เช่น ไลบีเรีย จงใจไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด เพราะเกรงว่าจะทำให้ประชาชนตกใจและหวาดกลัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ญาติของคนตายไม่ยอมพูดความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการออกกฎให้ต้องเผาศพคนตาย เพราะเป็นเรื่องที่คนแอฟริกันไม่คุ้นเคยและไม่สะดวกใจ ยังชอบวิธีฝังมากกว่า
ส่วนการระบาดแบบหยุดไม่อยู่ กล่าวกันว่ามีสาเหตุหลัก 2 ประการ เรื่องแรก ระบบกักกันผู้ป่วยและผู้ต้องสงสัยว่าป่วยยังไม่ดีพอและไม่เพียงพอ กับเรื่องที่สอง ประเพณีการอาบน้ำให้ศพและการแสดงความรักเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการแตะต้องศพ
นอกจากนี้ ยังมีการระบาดอีกบางรูปแบบที่ยังไม่มีการพูดถึงมากนัก แต่ซ่อนความน่ากลัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตโรคนี้ระบาดมาถึงเอเชีย นั่นก็คือ การระบาดผ่านธุรกิจกลางคืนและธุรกิจทางเพศ เพราะในธุรกิจนี้ความน่ากลัวของอีโบลาไม่ได้จำกัดอยู่ที่การร่วมเพศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสัมผัสและการกอดจูบด้วย
ไม่ทราบจะถือว่าเป็นเรื่องโชคดีหรือโชคร้ายที่ผู้ป่วยมักจะตายเร็ว ทำให้มีเวลาในการแพร่เชื้อไม่มากนัก ต่างจากโรคเอดส์ซึ่งสามารถอยู่แพร่เชื้อได้เป็นเวลานาน
มีผู้แสดงความคิดเห็นที่แฝงความสะเทือนใจ เช่น อดีตเลขาธิการสหประชาชาติผิวสี โคฟี อันนัน เขาบอกว่า ที่ผ่านมาสังคมโลกไม่ได้ใส่ใจและไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ควร เพราะถือเป็นโรคที่ระบาดเฉพาะในแอฟริกา ในหมู่ประเทศที่ยากจน
ที่เรื่องอีโบลากลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง หลังจากซาลงไปหลายสัปดาห์ เป็นเพราะข่าวการติดเชื้อของพยาบาล 2 คนในรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการระบาดของอีโบลาในทวีปอเมริกา
ในแง่มุมหนึ่ง อาจถือเป็นนิมิตดีที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะมันช่วยปลุกสังคมโลกให้ตื่นขึ้นมารับรู้ความน่ากลัวของโรคร้ายนี้ จะได้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการหยุดยั้งการระบาดและหาวิธีรักษาผู้ป่วยอย่างจริงจัง
เป็นเรื่องบังเอิญที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบันก็เป็นคนผิวสีเช่นกัน ทำให้อาจมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจชาวแอฟริกันมากเป็นพิเศษ และช่วยทุ่มเทสรรพกำลังที่สหรัฐมีพร้อมกว่าชาติอื่นในการต่อสู้กับโรคนี้
ในบ้านเรา ผมเห็นมีการแชร์ข้อมูลและบทความกันว่อนเน็ต ส่วนใหญ่แสดงความมั่นอกมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในประเทศไทยได้ เพราะเรามีทั้งความเชี่ยวชาญและความพร้อมในการต่อสู้กับโรคระบาด มีการอ้างอิงความสำเร็จสมัยต่อสู้กับโรคซาร์สและไข้หวัดนก
แต่พอลงในรายละเอียด ผมพบว่าข้อเขียนและบทความส่วนใหญ่เป็นของเก่า เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อ 23 เดือนก่อน ซึ่งสถานการณ์ในขณะนั้นยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าในปัจจุบัน
ผมอยากชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงบางประการที่ทำให้เรามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีมาตรการที่รัดกุมในการป้องกันการระบาด ตลอดจนมีแผนงานที่เป็นรูปธรรมในการจัดการกับการระบาดในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น
หนึ่ง ที่ผ่านมาทวีปเอเชียประสบความสำเร็จด้วยดีในการป้องกันการระบาดของอีโบลา แต่ต้องไม่ลืมว่า หากจำนวนผู้ติดเชื้อในแอฟริกาเพิ่มจากหลักหมื่นเป็นหลักแสนหรือหลักล้านคน ถึงตอนนั้นคงไม่ต้องถามว่าอีโบลาจะมาถึงเอเชียหรือไม่ แต่ประเทศไหนจะเป็นประเทศแรก และไทยจะเป็นประเทศที่เท่าไร
แม้แต่สหรัฐที่อยู่ไกลกว่า มีมหาสมุทรกั้น และมีระบบสาธารณสุขที่ทันสมัยและเข้มแข็งกว่าเรา อีโบลายังดั้นด้นไปถึง
สอง อีโบลาเดินทางข้ามทวีปโดยเครื่องบิน และกรุงเทพฯ เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของเอเชียไม่แพ้ฮ่องกงกับสิงคโปร์ แต่ 2 ประเทศนั้นเจริญกว่าเรามาก รวมทั้งสิงคโปร์อยู่ในชัยภูมิที่ควบคุมการแพร่ของเชื้อได้ง่ายกว่าเรา
เท่าที่ทราบ มีคนจากประเทศที่มีการระบาดเดินทางเข้าออกประเทศไทยอย่างน้อยเดือนละหลายร้อยคน ที่ผ่านมาพบผู้เข้าข่ายต้องสงสัยและต้องตรวจสอบโดยละเอียด 2 คน แต่ไม่พบเชื้อ
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ กลุ่มคนที่แวะประเทศอื่นก่อนเดินทางมาประเทศไทยและจงใจปิดบังหรือหลีกเลี่ยงไม่รายงาน
สาม ในกรณีของเรา หากเชื้ออีโบลาผ่านสนามบินออกมาได้ และหลุดลอดเข้าไปในชุมชนหนาแน่น หรือชุมชนแรงงานต่างด้าวที่ไม่ค่อยชอบยุ่งเกี่ยวกับหน่วยงานราชการ หรือเข้าไปในแวดวงคนกลางคืนซึ่งเป็นธุรกิจที่ใหญ่มากในบ้านเรา ผมยังนึกภาพไม่ออกว่ากระทรวงสาธารณสุขจะหยุดยั้งมันได้รวดเร็วแค่ไหน
ผมอยากเห็นรัฐบาลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับการเตรียมความพร้อมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจส่งทีมงานไปศึกษาจากประเทศและองค์กรที่เขากำลังต่อสู้หรือป้องกันการระบาดของโรค ตลอดจนอาจพิจารณาส่งทีมบุคลากรทางการแพทย์ไปช่วยเหลือประเทศที่มีการระบาด เผื่อจะได้ประสบการณ์และความรู้ที่เป็นประโยชน์กับตัวเราเอง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้กับประชาชนอย่างรวดเร็วและอย่างทั่วถึง
แน่นอนว่าทั้งหมดอาจเป็นการสูญเปล่า แต่ขอให้คิดว่าเหมือนกับการซื้อประกันสุขภาพ เราเต็มใจที่จะเสียเบี้ยประกันไปฟรีๆ ขอให้โชคดีไม่มีโรคภัยรุมเร้า







