
แนะบรรจุความเสมอภาคทางเพศในรธน.ฉบับใหม่
วงเสวนาสตรีเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องบรรจุมิติความเสมอภาคระหว่างเพศ เน้นคุ้มครองสิทธิผู้หญิง
วงเสวนาสตรีเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องบรรจุมิติความเสมอภาคระหว่างเพศ เน้นคุ้มครองสิทธิผู้หญิง
เมื่อวันที่23ต.ค.57 ที่สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในงานสัมมนา“การรณรงค์ผลักดันให้เกิดมิติความเสมอภาคระหว่างเพศ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการสร้างพื้นที่ปฏิรูปของผู้หญิง”จัดโดย คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย UN Women International Republican Institute ( IRI) ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย(WeMove) และศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาค ทั้งนี้ในงานมีการร่วมระดมความคิดเห็น จากเครือข่ายผู้หญิงจากทั่วประเทศ เกี่ยวกับกรอบเนื้อหาสำคัญสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อผลักดันการคุ้มครองสิทธิผู้หญิง และขับเคลื่อนเครือข่ายผู้หญิงทั่วประเทศให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
นางสุนี ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 กล่าวว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายผู้หญิงหลายภาคส่วนรวมตัวกันผลักดันเนื้อหารัฐธรรมนูญปี40และปี50ให้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับผู้หญิง อาทิ ความเสมอภาคระหว่างเพศ กระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสมกับผู้หญิงในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ การมีส่วนของประชาชนที่ต้องคำนึงถึงสัดส่วนของหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้เข้ามาบริหารประเทศ และประกาศยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม และเตรียมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจึงต้องการให้มี3ฐานในร่างรัฐธรรมนูญ คือ1.หญิงและชายต้องมีความเท่าเทียมกัน 2.ห้ามเลือกปฏิบัติ 3.มาตรการพิเศษเพื่อเอื้อโอกาสให้ประชาชน เนื่องจากเกรงว่าจะมีกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจหาทางยกร่างเหล่านี้ออกไปอีก ขณะเดียวกัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องยึดหลักการเดิมของรัฐธรรมนูญปี40และปี50คือต้องดูแลความรุนแรงในครอบครัว
“การร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรตีกรอบแค่นักกฎหมาย หรือจำเป็นต้องเป็นนักกฎหมายเท่านั้น แต่ควรเป็นบุคคลจากหลากหลายกลุ่ม ที่สำคัญบทบัญญัติต้องครอบคลุมสิทธิความเสมอภาค ต้องมีส่วนร่วมจาก ผู้หญิงที่มีมากกว่าครึ่งประเทศ ผู้หญิงมีสิทธิลุกขึ้นมาส่งเสียง เกาะติด ตรวจสอบ วิจารณ์ พร้อมที่จะเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะให้สังคมได้เข้าใจ อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญมีผลต่อกฎหมาย ต่อทัศนคติ ต่อการส่งเสริมมิติต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีการผลักดันเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปต่อไป ที่น่าหนักใจอยู่ในขณะนี้คือกระบวนการต่างๆยังไม่ชัดเจน เช่น ผู้หญิงถูกผลักออก กลไกไม่เปิดช่องรับฟังความคิดเห็นเท่าที่ควร และการพิจารณาที่เร็วจนเกินไป”นางสุนี กล่าว
นางสุนี กล่าวด้วยว่า คำขวัญที่เราเคยใช้มาตลอดคือ“รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมีสตรีร่วมร่าง”ในสัดส่วนที่จำเป็น เพราะฉะนั้นภาครัฐกำลังตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง อาจจะไม่มีผู้หญิง หรือมีไม่มากซึ่งขณะนี้มี“ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย”(WeMove)ที่เกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายผู้หญิงจากหลากหลายสาขาอาชีพรวมทั้งภาควิชาการและภาคประชาสังคม คอยติดตามตรวจสอบและขยายเครือข่ายร่วมรณรงค์ผลักดันเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามหวังว่าคสช. คณะรัฐมนตรี สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะให้ความสำคัญบัญญัติมิติความเสมอภาคระหว่างเพศไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เกิดการมีส่วนของประชาชน เช่นเดียวกับที่เคยอยู่ในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับเก่า
ด้านนางทิชา ณ นคร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการศึกษา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ทุกฝ่ายย่อมต้องการผลักดันแก้วิกฤติที่กระทบต่อสังคมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นรัฐธรรมนูญต้องทำหน้าที่แก้ปัญหาโครงสร้างที่เป็นอุปสรรค เช่น ความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงทรัพยากร ความเสมอภาคระหว่างเพศหรือกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ แม้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมจะเขียนเอาไว้แล้ว แต่แนวทางปฏิบัติยังไม่ชัดเจน ที่ผ่านมาหากย้อนดูรัฐธรรมนูญปี40ได้ใส่เนื้อหาความเสมอภาคเข้าไป เมื่อไม่ชัดเจนจึงเกิดความพยายามรณรงค์เคลื่อนไหว โดยเฉพาะผู้หญิงระดับรากหญ้า ท้องถิ่น ได้กระโดดเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น เพื่อช่วยตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญต่อชีวิตของผู้หญิงและเด็ก
“เรามีต้นทุนจากรัฐธรรมนูญปี40และปี50มาตรา30อยู่แล้ว ควรใช้โอกาสนี้นำไปสู่การปรับโครงสร้างร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากไม่ผลักดันเท่ากับเสียโอกาสทางสังคมและมีผลกระทบเป็นวงกว้างตามมา ซึ่งผู้หญิงมีความละเอียดอ่อน อยู่กับปัญหามาเยอะมาก คงไม่มีใครถอดประเด็นนี้ออกไป เพราะเท่ากับเป็นการถอยหลัง ที่จริงต้องเพิ่มเนื้อหาเข้าไปด้วยซ้ำ เช่น ความหลากหลายทางเพศ เพราะคนกลุ่มนี้เริ่มออกมาเคลื่อนไหวทางสังคมมากขึ้น จึงต้องยอมรับและไม่ควรหลงลืมปัญหาสิทธิความเสมอภาคของคนกลุ่มนี้ กลุ่มผู้หญิงต้องช่วยเป็นกระบอกเสียงแทนเขาด้วยซ้ำไป” นางทิชา กล่าว
ขณะที่นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาค และที่ปรึกษาโครงการศูนย์ช่วยเหลือสังคมโอเอสซีซี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าไทยยังไม่มีกฎหมายด้านความเสมอภาคระหว่างเพศอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้เหตุการณ์ความรุนแรง ปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงชาย และกลุ่มคนหลากหลายทางเพศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นและคุ้มครองสิทธิผู้หญิงและกลุ่มหลากหลายทางเพศบัญญัติเข้าไปด้วย ขณะเดียวกันต้องมีกฎหมายลูกที่ระบุถึงความเสมอภาค รวมถึงการจัดระบบใหม่เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง
“เดือนหน้าเป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรี เราต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่ผู้หญิงได้รับผลกระทบหรือความลำบาก เพื่อช่วยลดข้อจำกัด สร้างบรรทัดฐาน เวทีครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เครือข่ายผู้หญิงและภาคส่วนต่างๆได้มาพูดคุยเพื่อหาทางออก นำปัญหาไปสู่การแก้ไขและบรรจุพิมพ์เขียวไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งประเด็นผู้หญิง การมีส่วนร่วม การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม มีการนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตามกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนต้องถูกนำไปปฏิบัติ จากนี้ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทยจะรณรงค์อย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือจากเครือข่ายทั่วประเทศลุกขึ้นมามีส่วนร่วมรณรงค์ในโอกาสปฏิรูปประเทศและยกร่างรัฐธรรมนูญ”นางสาวสุเพ็ญศรี กล่าว







