posttoday
เทียบฉายกางโรดแมบปฏิรูปทุกองคาพยพ

เทียบฉายกางโรดแมบปฏิรูปทุกองคาพยพ

23 ตุลาคม 2557

หลังได้รับเลือกเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย...เจษฏา จี้สละ

หลังได้รับเลือกเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ถึงแนวทางและความคาดหวังในการทำงานเพื่อปฏิรูปประเทศ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

“เทียนฉาย” อธิบายว่า สิ่งแรกที่จะต้องเร่งปฏิรูปคือ การทำงานของ สปช. เพราะต้องออกแบบวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับระบบเดิมของรัฐสภา แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การปรับความคิด เพราะความตั้งใจเดิมที่เสนอชื่อเข้ามาร่วมสรรหา สปช. เนื่องจากจะปฏิรูปมิติของคุณธรรม แต่ขณะนี้เป็นประธาน สปช. จะต้องดูทุกเรื่อง เพราะทุกประเด็นยึดโยงกับประธาน

“สิ่งที่ สปช.จะปรับวิธีการทำงานให้ต่างจากอดีต คือเราไม่ใส่ใจกับการบันทึกการประชุมมากนัก แต่สิ่งที่เราต้องการคือเอกสาร ว่าจะต้องปฏิรูปเรื่องอะไร มีที่มาอย่างไร ข้อดีหรือข้อเสียคืออะไร เช่น ปฏิรูปด้านพลังงานเรื่องอะไร เหตุผลที่ต้องปฏิรูป เพราะเมื่อถึงเวลานั้นเอกสารยังคงอยู่ ประเด็นไหนจะต้องออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ใหม่ ก็ร่างแล้วส่งให้ สนช. แต่ถ้าเป็นหลักการก็ส่งไปที่คณะรัฐมนตรี ไม่ใช่แก้เฉพาะ พ.ร.บ. เวลาผ่านไปมาถามไม่รู้ที่มาที่ไป ตัวนี้คือคำยืนวันว่าการปฏิรูปไม่เสร็จสิ้นใน 1 ปี อันนี้เราทำเสร็จ แต่ผลที่จะเกิดอีก 3 ปี หรือ 5 ปี ว่าไป สาธารณะจะต้องเห็น”

สำหรับการจัดตั้งกรรมาธิการดำเนินงานในแต่ละด้านนั้น “เทียนฉาย” ระบุว่า จะยึดมิติของการปฏิรูป 11 ด้านเป็นหลัก แต่จะต้องมีมากกว่านั้น แม้ขณะนี้ยังไม่มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการ จะต้องมีอย่างแน่นอน ส่วน 11 ด้าน ให้เป็นหลักไว้

ทั้งนี้ ในการประชุมในวันที่ 27 ต.ค.นี้ จะต้องมีการวางกรอบว่าประเด็นใดที่จะต้องปฏิรูป เพราะเรื่องที่ผู้คนเห็นว่าเป็นปัญหามีจำนวนมาก สปช.ไม่สามารถแก้ไขได้หมด เฉพาะการมีส่วนร่วมในการเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นภาระหนักแล้ว ดังนั้นเรื่องที่จะนำมาปฏิรูป จะต้องไม่ใช่ปัญหาพื้นฐาน หากเป็นปัญหาที่ต้องการเพียงการแก้ไขประกาศ แล้วออกข้อบังคับให้เกิดผลทางปฏิบัติ ไม่จำเป็นจะต้องนำเข้ามาปฏิรูป

“การปฏิรูป หมายถึง การเปลี่ยนองคาพยพ มีการปรับระบบโครงสร้าง อาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เป็นประเด็นที่มีรากฐานที่เกี่ยวโยงกับโครงสร้างและองคาพยพ จำเป็นจะต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การออกประกาศหรือข้อบังคับ ดังนั้นหากนำโจทย์นี้เข้าไปในที่ประชุม สปช. หากเขารับ จะรู้เลยว่าปฏิรูปเรื่องนี้เข้าหรือไม่ มันจะต้องปรับองคาพยพใด นี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป จะต้องตกลงว่าจะวางกรอบปฏิรูป เรื่องใด และอย่างไร”

นอกจากนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะนำเสนอในวันที่ 27 ต.ค.นี้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับปฏิรูปโครงสร้าง แต่คือการปรับจิตสำนึกของคน ประเด็นนี้หากรับหลักการ จะต้องมีมิตินี้ในทุกด้าน อาทิ สปช. 10 ด้าน เห็นว่าจะต้องมีการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม เช่น การจับกุม สอบสวนสืบสวน จัดทำสำนวน และยื่นฟ้องคดี ฯลฯ ซึ่งในทางปฏิบัติมีความล่าช้า ยากต่อการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะต้องไปดูกันว่ามีจุดอ่อนตรงไหน เช่น กฎหมาย องค์กร อำนาจหน้าที่ และประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่แก้ พ.ร.บ.ฉบับเดียว ซึ่งหาก สปช.เข้าใจตรงกันอย่างนี้จะต้องรับข้อเสนอในการปฏิรูปที่ครอบคลุมทุกมิติ

“เทียนฉาย” ยังได้พูดถึงประเด็นที่มีข้อเรียกร้องจากประชาชนบางส่วนให้เร่งปฏิรูประบอบการเมือง ว่าขึ้นอยู่กับมิติของแต่ละบุคคล แต่เห็นว่าทุกมิติมีความสำคัญเท่ากัน ไม่เช่นนั้นเท่ากับว่าแต่ละด้านไม่มีความสำคัญเลย

“การเมืองไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้ประเทศจนตรอก แต่เป็นเพียงวิกฤตที่เกิดขึ้นก่อนประเทศถึงทางตัน ทั้งนี้เมื่อปัญหาแต่ละมิติมีความสำคัญเท่ากัน จึงความจำเป็นต้องคณะกรรมาธิการที่จะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว”

“เทียนฉาย” อธิบายอีกว่า การแก้ปมการเมืองที่เป็นปัญหามานานด้วยการบัญญัติไว้รัฐธรรมนูญ คิดว่ากฎหมายฉบับหนึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ แก้ได้ทุกเรื่อง มันไม่ใช่ ต่อให้เขียนรัฐธรรมนูญวิเศษอย่างไร คนก็เลี่ยงได้ ขุดช่องโหว่หลีกไปจนได้ ซึ่งเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ดังนั้นต้องพูดถึงการบังคับใช้กฎหมายทุกองคาพยพต้องทำพร้อมกัน ทั้งเรื่องพัฒนาจริยธรรม สำนึก ถ้าคนจิตสำนึกดี ทุกอย่างก็ดี

“แก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพูดถึงการบังคับใช้ด้วย อย่างที่ผ่านมามีศูนย์คุณธรรมของรัฐมนตรี ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คิดเรื่องนี้วางให้มีศูนย์คุณธรรมแยกมาจาก สบร. คาดว่าจะช่วยได้ระดับหนึ่ง ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอีกด้วย การส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ให้นายกฯ เป็นประธาน แต่นายกฯ ไม่เคยมาประชุม ดังนั้นจะต้องมาดูว่าจะปฏิรูปอย่างไร”

นอกจากนี้ การปฏิรูปประเทศจำเป็นจะต้องมีการผลักดันให้เกิดจิตสำนึกที่ดี โดยเฉพาะจริยธรรมและคุณธรรม กฎหมายไม่มีประโยชน์ สังเกตได้ว่ามีประมวลจริยธรรมทุกส่วนราชการ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 บังคับว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องเริ่มจากสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ให้ทุกส่วนราชการทำประมวลจริยธรรม ภายใน 1 ปี ทุกภาคส่วนทำเสร็จหมด แต่ทำผิดจริยธรรมหมด การมีกฎหมายไม่ใช่จะสำเร็จด้วยตัวเอง เพราะกฎหมายแทบไม่ต้องบังคับใช้ถ้าคนมีจิตสำนึก ทั้งนี้จึงต้องสร้างวัฒธรรมที่ดีตั้งแต่เยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ จากนั้นขยายผลไปเรื่อยๆ

สำหรับการประสานงานกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น “เทียนฉาย” เสนอว่า จะต้องมีการสร้างตัวเชื่อมระหว่าง สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ โดยตั้งเป็นกรรมาธิการติดตามการดำเนินงานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ว่ามีส่วนไหนที่ยังขาด ซึ่งจะต้องบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามตกลงกันว่า สปช.ที่ทำหน้าที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไม่ต้องควบตำแหน่งกรรมาธิการในคณะอื่นๆ ใน สปช. เพื่อลดภาระหน้าที่

“หน้าที่ของผมในฐานะประธาน สปช. คือเงี่ยหูฟัง คอยติดตาม แต่ต้องส่งสัญญาณได้ เช่น การพูด ถึงเวลาก็ถามดื้อๆ ปัญหาก็จะสั้นลง เพราะทำเองหมดไม่ได้”

“เทียนฉาย” ยังได้กล่าวถึงความอิสระในการทำงานว่า ถ้าจะไม่อิสระเพียงอย่างเดียวคือ เงื่อนเวลาและประชาชนไทยมีความคาดหวัง เวลานี้มันเกินกำลังที่ใครก็ตามจะทำให้บรรลุเป้าหมาย เพราะส่วนหนึ่งเป็นความคาดหวังที่ไม่เรียลลิสติกไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ อยากเห็นประทศไทยเป็นแดนสุขาวดี แต่พูดกับประชาชนอย่างนี้ไม่ได้ ก็เดินหน้าไป แต่จะทำอย่างไรให้ความคาดหวังของผู้คนหย่อนลงมาสักนิดได้ไหม เอาเฉพาะเท่าที่ประเทศไทยยังเป็นมนุษย์ทำผิดได้ แต่ทำผิดต้องถูกลงโทษ ไม่ใช่ไม่มีคนทำผิด แต่ถูกละเว้น ไม่เอย่างนั้นจะเหนื่อยและปฏิรูปได้ยากมาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท