
สนช.ไฟเขียวร่างกม.สวนป่าวาระแรก
สนช.เห็นชอบร่างพ.ร.บ.สวนป่า หวังกระตุ้นเพิ่มพื้นที่ป่า ขณะที่ สมาชิก ห่วงเปิดช่องสวมสิทธิ
สนช.เห็นชอบร่างพ.ร.บ.สวนป่า หวังกระตุ้นเพิ่มพื้นที่ป่า ขณะที่ สมาชิก ห่วงเปิดช่องสวมสิทธิ
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติ 159 เสียง เห็นหลักการวาระแรก ร่างพ.ร.บ.สวนป่า พร้อมตั้งคณะ กมธ. เพื่อพิจารณากฎหมายดังกล่าว จำนวน 15 คน พิจารณาในกรอบเวลา 45 วัน
พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ชี้แจงหลักการของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ระบุว่า เพื่อเพิ่มประเภทของต้นไม้ที่สามารถนำมาขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่า และกำหนดบทนิยามของป่า จากเดิมที่สวนป่ามีแค่ 2 ชนิด คือสัก กับ ยางพารา แต่ ของใหม่ได้เพ่ิมขึ้นมาอีก 62 ชนิด เป็น 64
ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เพราะที่ผ่านมาความต้องการไม้เพ่ิมมากขึ้นหลังจาก 25 ปีที่ปิดป่า และ ตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพ่ิมพื้นป่าเป็น 40 %ในปี 2567 จากเดิมที่มี 32 %
นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับการส่งเสริมการค้าไม้ต่างประเทศให้นำไม้ซึ่งมีที่มาที่ไปแปรรูปขายไปยังต่างประเทศ และสอดรับกับการจัดสรรที่ดินให้เอกชนซึ่งบางพื้นที่ซึ่งไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ก็ให้ทำเป็นรูปแบบสหกรณ์เพราะบางแปลงเหมาะกับการทำสวนป่าอย่างไรก็ตาม ยังมีข้อทีน่าเป็นห่วงและได้พยายามแก้ไขทั้งเรื่อง การจัดสรรที่ดิน การเปิดให้สามารถเคลื่อนย้ายไม้ได้ง่ายข้ึ้น หรือการอนุญาตให้ตั้งโรงเรื่อยไม้ในพื้นที่รายแปลงตามที่กำหนดเพื่ออำนวยความสะดวก
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. ได้อภิปรายว่า มีข้อกังวลอยู่ก็คือ ลักษณะการออกโฉนดที่เกี่ยวข้องกับการทำสวนป่า ก่อนที่จะออกใบโฉนดหรือขึ้นทะเบียน ให้แต่ละพื้นที่เป็นพื้นที่ของสวนป่านั้น ควรตรวจสอบว่าในพื้นที่นั้น มีกรณีข้อพิพาททางกฎหมายหรือไม่ และจากการที่ในท้ายร่าง พ.ร.บ.ได้เพิ่มบัญชีไม้ท้าย พ.ร.บ. จาก 2 ชนิด เป็น 64 ชนิดนั้น ตนมีความเห็นว่า อาจจะทำให้ระบบนิเวศโดยรวมเสียหายได้ เพราะพื้นที่สวนป่าและพื้นที่ป่าธรรมชาติติดกันนั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะทำให้เสียสมดุลตามธรรมชาติได้
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ควรมีมาตรการในการป้องกันคนที่ทุจริตนำไม้มาสวมสิทธิ์ว่าเป็นไม้ที่มาจากสวนป่าเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย
นายมณเฑียร บุญตัน สนช. อภิปรายว่า ในมาตรา 10 ที่ระบุว่า ในการทำไม้ที่ได้จากสวนป่า ผู้ที่ทำเป็นสวนป่าอาจจะตัดหรือโค่นไม้ แปรรูป ค้า และมีไว้ในครอบครอง ให้สามารถเคลื่อนย้ายไม้ผ่าด่านป่าไม้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้นั้น เห็นว่าสภาพของคนไทยในเรื่องเสรีภาพกับความรับผิดชอบยังไม่สมดุลกัน จึงเกรงว่าจะเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงทางกฎหมาย ซขอให้มีมาตรการในเรื่องนี้อย่างชัดเจนด้วย
ด้าน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ อธิบดีกรมป่าไม้ ชี้แจงว่า การขึ้นทะเบียนสวนป่าตามร่างมาตรา 4 จะมีนายทะเบียนตามกฎหมายคือ ในเขตกรุงเทพมหานครจะเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ส่วนในต่างจังหวัดนั้นจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะมีกฎเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวด ซึ่งหากพบว่ามีกระบวนการขึ้นทะเบียนสวนป่าไม่ถูกต้องนั้น ก็จะถูกนายทะเบียนเพิกถอน
ทั้งนี้ การขนย้ายไม้จากสวนป่าตามมาตรา 10 นั้น ก็จะมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่า ในสวนป่าดังกล่าว มีการปลูกไม้อะไรบ้าง มีการลงทะเบียนไม้ที่จะตัดอย่างเข้มงวด และมีการตอกเบอร์หรือทำเครื่องหมายสำคัญว่าเป็นไม้มาจากสวนป่า ตามหลักเกณฑ์ของร่าง พ.ร.บ.นี้ และการตัดไม้จากสวนป่า ก็จะมีการออกหนังสือรับรอง เพื่ออำนวยความสะดวกตามด่านป่าไม้ต่างๆ
สำหรับกรณีการเพิ่มบัญชีไม้ท้ายร่าง พ.ร.บ. เป็น 64 ชนิด ซึ่งทางสมาชิกฯ เกรงว่าจะกระทบระบบนิเวศนั้น ตนเห็นว่า ส่วนใหญ่คนที่ทำสวนป่าก็ปลูกพืชในท้องถิ่น ตามหลักวิชาการและภูมิประเทศอยู่แล้ว ซึ่งทางนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ทางการเกษตร ก็ได้ให้แนะนำแก่ผู้ที่ทำสวนป่าอยู่แล้ว ซึ่งในอนาคตจะเพิ่มไม้ชนิดใดก็จะได้ประกาศในพระราชกฤษฎีกาต่อไป







