
ปฏิรูปประเทศ : อาจก่อวิกฤตรอบใหม่ ถ้า...
ผมเข้าใจว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยที่เริ่มรู้สึกเบื่อวิวาทะคำพูด น้ำลาย คำฟุ้งซ่าน กับข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยของกลุ่มคนโลกสวย คนที่เป็นนักคิดไอเดียบรรเจิด คนที่เป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่กำลังมีไฟแรง ซึ่งต่างก็พรั่งพรูความคิดปฏิรูปประเทศไทยอย่างหลากหลาย ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศไทย ที่เมื่อเริ่มต้น “ปฏิรูปอะไร” ก็มักจะเริ่มด้วยการตั้งคณะกรรมการหรือคณะปฏิรูป แล้วแต่จะเรียกชื่อตามยุคสมัย ซึ่งก็มีข้อเสนอเกิดขึ้นมากมาย แต่ขาดผู้ปฏิบัติ ผู้ทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
ผมเข้าใจว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยที่เริ่มรู้สึกเบื่อวิวาทะคำพูด น้ำลาย คำฟุ้งซ่าน กับข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยของกลุ่มคนโลกสวย คนที่เป็นนักคิดไอเดียบรรเจิด คนที่เป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่กำลังมีไฟแรง ซึ่งต่างก็พรั่งพรูความคิดปฏิรูปประเทศไทยอย่างหลากหลาย ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศไทย ที่เมื่อเริ่มต้น “ปฏิรูปอะไร” ก็มักจะเริ่มด้วยการตั้งคณะกรรมการหรือคณะปฏิรูป แล้วแต่จะเรียกชื่อตามยุคสมัย ซึ่งก็มีข้อเสนอเกิดขึ้นมากมาย แต่ขาดผู้ปฏิบัติ ผู้ทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
ประเทศไทยจึงเป็นอย่างนี้มาตลอดทุกยุคทุกสมัยร่วมสองทศวรรษในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีแต่คำพูด ไม่มีคนทำ และไม่ค่อยมีคนลงมือปฏิบัติให้เห็นจริง ดังนั้นการปฏิรูปประเทศไทยจึงเต็มไปด้วยข้อเสนอที่รกรุงรังไปด้วยรายงาน เอกสารต่างๆ เต็มประเทศ มีข้อเสนอปฏิรูปประเทศไทยที่สามารถค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการย้อนกลับไปทบทวนการปฏิรูปประเทศในช่วงที่ผ่านมา ดังเช่น
ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศหลังพฤษภาทมิฬ (25352540) มีข้อเสนอรายงานการปฏิรูปการเมืองจนเกิดมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.1) จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับ 2540 เป็นผลให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคการบริหารประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ในที่สุดก็ไปไม่รอด โดยเฉพาะการยึดอำนาจโดยรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 2549 จนกระทั่งมีรายงานการปฏิรูปประเทศโดย ส.ส.ร.2 และก่อให้เกิด รธน.2550 อันนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างหนักในสังคมไทย จนกระทั่งในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เสนอแนวทางปฏิรูปประเทศขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีข้อเสนอที่ดีๆ มากมาย แต่ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด
จนกระทั่งนำไปสู่การรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และได้มีกระบวนการเสนอการปฏิรูปประเทศไทยขึ้นมาอีก โดยกลุ่มต่างๆ อย่างหลากหลาย เป็นต้นว่า การระดมสมองของคณะ คสช. ซึ่งในปัจจุบันก็มีรายงาน เอกสารการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ทั้ง 11 ด้านเรียบร้อยแล้ว กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ก็มีการเสนอการปฏิรูปประเทศในอีกหลายด้านเช่นกัน
นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีเอกสาร รายงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศของมหาวิทยาลัย สถาบัน องค์กร หน่วยงานต่างๆ อีกมากมาย เช่น สถาบันพระปกเกล้า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตลอดจนสถาบันที่ฝึกอบรมตามหลักสูตรระดับสูงต่างๆ
ในที่สุด สังคมไทยก็ได้สัจธรรมว่า ขณะนี้มีเอกสารที่เป็นข้อเสนอปฏิรูปประเทศอยู่มากมาย ที่จะดึงมาใช้ประโยชน์กับการปฏิรูปประเทศ ในประเด็นนี้เอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องตอบโจทย์ตนเองว่าจะเข้ามาทำหน้าที่อะไร และเห็นว่าอาจจะเข้ามาเป็นผู้ที่ไม่ต้องพูดเสนออะไรมาก แต่ต้องเป็นผู้สังเคราะห์เอกสารต่างๆ เพื่อวางแนวทางปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ แล้วนำไปเป็นข้อเสนอทำร่างรัฐธรรมนูญ
ผมจึงไม่อยากคาดหวังอะไรมากจนเกินไปกับ สปช. ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการปฏิรูปประเทศได้โดยฉับพลัน และจะทำให้ปัญหาการเมือง ปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาการจัดสรรทรัพยากร และปัญหาคนและพลเมืองของประเทศ จะแก้ไขได้ภายในประมาณหนึ่งปีของการมี สปช.
ผมจึงเข้าใจว่า การปฏิรูปประเทศไทยไม่ใช่การทำข้อเสนอและทำรายงานการปฏิรูป แต่การปฏิรูปต้องทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปตนเอง ปฏิรูปกลุ่ม องค์กร ปฏิรูปหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน ที่จะต้องมาร่วมปฏิบัติในสิ่งที่เป็นปัญหาให้เห็นจริง ทำทันที และทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ซึ่งผู้ที่ควรจะกระทำกันก่อนก็คือ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนในรัฐบาล และ คสช. เป็นต้น เช่น
การเป็นแบบอย่างการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของตนเอง การเป็นแบบอย่างการมีวินัย การเป็นแบบอย่างเคารพระเบียบและกฎหมาย การเป็นแบบอย่างความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส การเป็นแบบอย่างคุณธรรม การเผื่อแผ่และแบ่งปัน การเป็นแบบอย่างการรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการดำรงตนเป็นแบบอย่างตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น
ข้อเสนอให้ปฏิรูปประเทศที่จะต้องทำเป็นแบบอย่างทำจริงและทำทันทีนั้นก็คือ ต้องให้ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และชุมชนหมู่บ้าน ตำบล ร่วมกันเสนอตัวอาสาที่จะปฏิบัติการให้เป็นต้นแบบอย่างใดอย่างหนึ่งให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างยั่งยืน ดังนั้นข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทย ก็คือ การหมดเวลาพูด หมดเวลาวิวาทะ หมดเวลาฟุ้งซ่าน มีแต่ต้องทำและทำทันทีให้เห็นผลในเชิงปฏิบัติแม้จะต้องใช้เวลาก็ตาม
นอกจากนี้แล้ว การปฏิรูปประเทศจะกระทำแบบกล้าๆ กลัวๆ ไม่ได้อีกแล้ว หรือกระทำแบบไม่มีการปฏิบัติจริงก็ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะผมเห็นแนวโน้มว่า ถ้าการปฏิรูปประเทศไทยจะกระทำเพียงให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ และส่งไม้ต่อให้มีการเลือกตั้ง ก็จะเห็นแนวโน้มการเกิดวิกฤตครั้งใหม่ขึ้นมาภายหลังการเลือกตั้งอย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะมีประเด็นที่ส่อปมปัญหา ปมวิกฤตให้เห็นอยู่บ้างประปรายแล้ว เช่น การที่สมาชิก สนช. แขวนเรื่องการถอดถอนและถ่วงเวลาประเด็นการทุจริตจำนำข้าว ก็ก่อให้เกิดแรงปะทะว่าประเทศไทยจะตอบสังคมได้อย่างไรว่าอะไรคือความผิด อะไรคือความถูกต้อง หรือแม้กระทั่งการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องทุจริตจำนำข้าวและส่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลชุดก่อนเกี่ยวกับที่มาของ สว.ว่ากระทำไปเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องและฝ่ายบริหาร ก็มีโจทย์คำถามมากมายว่า การมีข้อมูลการโกงโครงการรับจำนำข้าวจนมีผลทำให้ประเทศเสียหายไปกว่า 7 แสนล้านบาทนั้น ตกลงใครเป็นผู้รับผิดชอบในประเด็นนี้
นอกจากนี้ ในส่วนที่ยังมีบุคคลที่ทำผิดกฎหมาย ทั้งในแง่ของการหนีคดี หลบหลีกคำพิพากษา และยังหมิ่น จาบจ้วงสถาบันอยู่อีกจำนวนหนึ่งนั้น ก็ควรจะใช้กลไกผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้ได้ปฏิบัติการตามกฎหมายให้เห็นจริง รวมทั้งต้องตอบโจทย์คนที่มีพฤติกรรมทุจริต ต้องออกมาช่วยกันรับผิดชอบว่าใครทำผิดก็ต้องดำเนินการให้เห็นจริง มิฉะนั้นแล้วก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งขึ้นมาได้อีกเช่นกัน
สิ่งที่น่ากลัวต่ออนาคตประเทศไทย ก็คือ การก่อให้เกิดกลุ่มการเมืองที่ไม่มีใครยอมรับการกระทำผิดของตนเอง แต่กลับกล่าวโทษกลไกที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหลายทั้งปวง โดยที่ไม่มีใครออกมาบอกว่า ตนเองกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สังคมไทยก็จะเป็นสังคมที่ไม่มีกติการ่วมและไม่มีใครยอมใคร นี่คือวิกฤตรอบใหม่
ข้อเสนอที่มีต่อรัฐบาลและ คสช. สนช. และ สปช. ก็คือ ต้องช่วยกันปัดกวาดประเทศโดยต้องทำจริงและทำทันที ตามเป้าหมายชาติและยึดหลักกฎหมาย







