
"ยาแรง"ไม่ใช่ทางเลือกมังกรจีนลุยเดินหน้าปฏิรูป
นับเป็นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของพญามังกร
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
นับเป็นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของพญามังกร สำหรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 3 ของปีนี้ ที่เติบโตเพียง 7.3% ในอัตรารายปีเท่านั้น ซึ่งปรับลดลงจากเดิมจากไตรมาส 2 ที่อยู่ที่ 7.5% และยังนับว่าเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2009 หรือต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่ 7.3% นี้ยังนับว่ามากกว่าที่บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 7.2% ซึ่งหากมองตามสภาพของความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขที่ 7.3% นี้ก็ไม่ได้น่าเกลียดจนถึงขนาดว่า “รับไม่ได้” โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้ที่ทางการจีนพยายามเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศยึดการเติบโตที่ยั่งยืน
เห็นได้จากคำกล่าวของ เฉิงไหลหยุน โฆษกของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ที่ระบุว่า การเติบโตช้าลงมาจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแอ ทว่าการเติบโตดังกล่าวยังนับว่าอยู่ในช่วงที่สมเหตุสมผล
การส่งสัญญาณดังกล่าว บวกกับเสียงของนักวิเคราะห์จึงมองได้ว่า จีนไม่น่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ใดๆ เพิ่มเติม เพราะยิ่งถ้าหากจีนยังเลือกที่จะดึงดันกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ผ่านการสร้างหนี้ เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 7.5% ก็จะยิ่งเป็นการบิดเบือนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นไปอีก และเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะปฏิรูปการเติบโตของจีนที่จะมุ่งเน้นการบริโภคภายในก็จะล้มไม่เป็นท่า
“คำถามของผมและนักวิเคราะห์หลายๆ คน ก็คือว่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายกำลังจะทำอะไรจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เพราะถ้าหากพวกเขาเลือกที่จะเดินทางกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ก็จะยิ่งเป็นการสร้างวงจรที่ทำให้เกิดการบิดเบือนในเศรษฐกิจขึ้น” อีวาน ไฟเกนบาม รองประธานของสถาบันพอลสัน สถาบันคลังสมองในสหรัฐ กล่าวต่อสำนักข่าวซีเอ็นบีซี
ทั้งนี้ จีนเป็นหนึ่งประเทศที่ได้สร้างหนี้ไว้อย่างมหาศาลในช่วงที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจปี 2008-2009 โดยเฉพาะกับหนี้รัฐบาลท้องถิ่นที่ทางการได้ออกมาตรการใช้จ่ายมากถึง 4 ล้านล้านหยวน (ราว 20 ล้านล้านบาท) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมไปถึงหนี้ของภาคเอกชน ที่บรรดาบริษัทต่างๆ ออกหุ้นกู้ ทว่าขณะนี้ก็เกิดคำถามถึงความสามารถในการชำระหนี้ท่ามกลางการเติบโตที่ชะลอตัวลง
ฉะนั้นแล้ว ยิ่งจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่มากเท่าใด ก็จะยิ่งเป็นภัยคุกคามต่อปัญหานี้ของจีนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วปัญหาเหล่านี้ก็จะวกกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจของจีนเอง
“รัฐบาลจีนได้ย้ำว่าจะไม่มีการใช้การกระตุ้นขนาดใหญ่ และผมคิดว่าข้อมูลวันนี้จะสนับสนุนท่าทีดังกล่าว” จูไห่บิน นักวิเคราะห์จากเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ระบุ
ด้าน จูเลียน อีวานพริทชาร์ต นักเศรษฐศาสตร์ของแคปิตัล อีโคโนมิกส์ ระบุว่า แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยด้านลบในไตรมาส 4 ของปีนี้ ทว่าผู้กำหนดนโยบายก็ไม่น่าที่จะออกมาตรการกระตุ้นขนานใหญ่
“บางคนอาจจะมองว่า ข้อมูลที่อ่อนแอนี้เป็นภัยคุกคามต่อเป้าหมายการเติบโตที่ 7.5% ทว่าโดยปกติแล้วเป้าหมายนั้นมักจะมีความยืดหยุ่น และเราไม่คิดว่าผู้กำหนดนโยบายจะตื่นตระหนก เนื่องจากการชะลอตัวที่มีสาเหตุมาจากบางภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการผลิตส่วนเกิน และในขณะนี้เศรษฐกิจในวงกว้างและตลาดแรงงานก็ยังคงมีความแข็งแกร่งดี” อีวานพริทชาร์ต ระบุ
ไม่เพียงเท่านั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงนี้ ยังนับว่าสอดคล้องกับท่าทีของผู้นำจีน ที่ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ทางประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนเองก็ได้ส่งสัญญาณแล้วว่า ทางจีนควรปรับตัวให้เข้ากับ “ความเป็นปกติรูปแบบใหม่” หรือนิวนอมอล ซึ่งหมายถึงปรับตัวให้เคยชินกับการขยายตัวที่ต่ำลงของเศรษฐกิจนั่นเอง ซึ่งจากคำกล่าวนี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายๆ คนมองว่าจีนไม่น่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ออกมา
นอกจากนี้ สภาพอื่นๆ ทางเศรษฐกิจ ทั้งรายได้ และการจ้างงานของจีนเองก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่งทีเดียว เห็นได้จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า รายได้ส่วนบุคคลสุทธิ หรือรายได้ที่หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประชากรในเมือง ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้นั้น ปรับเพิ่มขึ้นถึง 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้ส่วนบุคคลของประชากรในชนบทปรับเพิ่มขึ้นถึง 11.8% ส่วนค่าจ้างรายเดือนของแรงงานย้ายถิ่นจำนวนกว่า 176 ล้านคน ก็ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ฉะนั้นแล้ว ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจของจีนได้ตกถึงเงินในกระเป๋าของประชาชนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง และการมีเงินเพิ่มมากขึ้นก็เป็นการสะท้อนว่าประชาชนมีเงินในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ การบริโภคของผู้บริโภคต่อจีดีพีคิดเป็นสัดส่วนถึง 48.5% ในช่วง 3 ไตรมาสแรก ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นจาก 45.9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
“นี่เป็นส่วนหนึ่งของนิวนอมอล ที่ผู้คนได้ประโยชน์มากขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นน้อยลงสำหรับรัฐบาลที่จะกระตุ้นการเติบโต” ซูไห่หนาน รองประธานของสมาคมเพื่อการศึกษาแรงงานของจีน ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้คำปรึกษารัฐบาลจีน กล่าว
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีนยังเคยระบุด้วยว่า เศรษฐกิจที่เติบโตที่ 7.2% จะช่วยจ้างงาน 10 ล้านตำแหน่ง/ปี จากจำนวนนักศึกษาจบใหม่ 7 ล้านคน/ปี ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ที่ 7.3% จึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่อย่างใด
กระนั้นก็ตาม ต้องเป็นที่ยอมรับว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของจีนย่อมส่งแรงกระเพื่อมในทางลบถึงเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ทว่าหากจีนไม่เดินหน้าปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังมานาน เห็นทีว่าในอนาคตอันใกล้นี้เศรษฐกิจของจีนเองจะล้มไม่เป็นท่า







