
ยักษ์ใหญ่กับการวิจัย
ได้พูดถึงเรื่องการสนับสนุนการวิจัยของคนไทยในฉบับที่ผ่านมาแล้ว แต่เห็นว่ายังมีเรื่องที่ควรนำมาเล่าสู่กันฟังหรือเป็นแง่คิดอีกมาก ก็เลยพยายามสรุปรวบรวมเอามาลงไว้ในคราวนี้เพื่อให้ต่อเนื่องกันไปเลยดีกว่า เนื่องจากในฉบับที่แล้วได้ตั้งคำถามในเชิงให้รัฐบาลสนับสนุนหรือสร้างแรงจูงใจให้กับบริษัทใหญ่ๆ เพื่อให้มีการลงทุนในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เพราะจะมีผลกระทบทางบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง และต่ออนาคตการศึกษาของเยาวชนไทยด้วย ถึงแม้ว่าในรัฐบาลนี้จะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายไปบ้าง ซึ่งไม่แน่ใจว่าผู้เขียนเข้าใจถูกหรือไม่ ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนจาก “เศรษฐกิจฐานความรู้” เป็น “เศรษฐกิจบนฐานดิจิทัล” ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายไปจากการที่จะให้เด็กๆ ของเราหันมาเรียน STEM (Science, Technology, Engineer, Math) มากขึ้น
ได้พูดถึงเรื่องการสนับสนุนการวิจัยของคนไทยในฉบับที่ผ่านมาแล้ว แต่เห็นว่ายังมีเรื่องที่ควรนำมาเล่าสู่กันฟังหรือเป็นแง่คิดอีกมาก ก็เลยพยายามสรุปรวบรวมเอามาลงไว้ในคราวนี้เพื่อให้ต่อเนื่องกันไปเลยดีกว่า เนื่องจากในฉบับที่แล้วได้ตั้งคำถามในเชิงให้รัฐบาลสนับสนุนหรือสร้างแรงจูงใจให้กับบริษัทใหญ่ๆ เพื่อให้มีการลงทุนในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เพราะจะมีผลกระทบทางบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง และต่ออนาคตการศึกษาของเยาวชนไทยด้วย ถึงแม้ว่าในรัฐบาลนี้จะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายไปบ้าง ซึ่งไม่แน่ใจว่าผู้เขียนเข้าใจถูกหรือไม่ ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนจาก “เศรษฐกิจฐานความรู้” เป็น “เศรษฐกิจบนฐานดิจิทัล” ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายไปจากการที่จะให้เด็กๆ ของเราหันมาเรียน STEM (Science, Technology, Engineer, Math) มากขึ้น
หรือแม้แต่การที่จะกำหนดเป็นนโยบายให้มีการดึงเทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนาเข้ามาในประเทศไทยให้มากขึ้น โดยให้มาพร้อมกับการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้มากขึ้น ถือเป็นการเรียนลัด อย่างเช่นที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศเขาทำกัน ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำในสมัยนี้
ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรจะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการจากที่ทำมาเดิมๆ เป็นสิบๆ ปีกันบ้าง ถึงแม้ว่าที่ทำกันมาเดิมๆ ตั้งแต่การให้ทุนวิจัย ช่วยเหลือบ่มเพาะให้เข้าสู่ตลาดเหล่านี้จะมีความสำเร็จอยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกับงานวิจัยที่อยู่บนหิ้ง กับสภาพเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน จำนวนการจดสิทธิบัตรของคนไทยที่ไม่ได้กระเตื้องขึ้นมากนัก รวมไปถึงคุณภาพของสิทธิบัตรด้วย ฯลฯ ตลอดจนความตระหนักรับรู้ในเรื่องการวิจัยพัฒนาของคนทั่วไปแล้วก็ถือว่ายังไม่มากนัก แต่กลับเป็นเรื่องที่รับรู้และมีผู้เล่นกันเฉพาะในวงการศึกษาเสียเป็นส่วนใหญ่
ยิ่งถ้าหันมามองปัญหาที่ประเทศไทยประสบในปัจจุบัน คือ ข้าว ยาง น้ำตาล ราคาตกเพราะอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ก็ยิ่งต้องการคำตอบจากฟากการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากขึ้น ว่าจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง หากที่ผ่านมามีการวิจัยที่สามารถสร้างอุปสงค์อย่างมากต่อสินค้าเกษตรเหล่านี้ได้ โดยการนำไปผลิตเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอนจะเป็นแรงดูดวัตถุดิบที่มีปัญหาเหล่านี้ออกไปจากตลาดได้ทันที ผู้เขียนเคยตั้งคำถามนี้ในวงการหลายครั้ง ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนสักที มีคำตอบหนึ่งที่ผู้เขียนงงชีวิตไปหลายตลบ คือ ต้องให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน (FDI : Foreign Direct Investment) อาจมีคำตอบบ้างในแง่ของ Ethanol แต่ก็ไม่ใช่การวิจัยที่จะให้ใช้เครื่องจักรที่โรงงานมีอยู่ในปัจจุบันผลิตได้ทันที ต้องมีการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ พูดง่ายๆ ว่าวิจัยตามที่สนใจ และผู้สนับสนุนก็สนับสนุนตามที่ผู้วิจัยขอมา ผลงานวิจัยไม่ได้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาของประเทศ หรือความต้องการของตลาดมากนัก
แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะการจะดำเนินการวิจัยให้ตรงกับความต้องการของตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ขณะที่การวิจัยพัฒนาต้องใช้เวลา แต่อุปสงค์หรือบางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นของตลาดเกิดขึ้นรวดเร็ว โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรที่ผลผลิตเป็นไปตามสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องข้าว ที่จนถึงขณะนี้ก็ยังมีแต่ผลงานวิจัยถึงประสิทธิภาพการผลิตบ้าง ทำอย่างไรจะให้ผลผลิตมาก ทนน้ำ ทนแมลง ฯลฯ รวมไปถึงข้าวสารพัดรูปแบบ จัสเบอรี่ ข้าวหอมทนทาน ข้าวที่มีวิตามินมาก ฯลฯ หรืออย่างมากก็คือนำข้าวไปทำอาหารขบเคี้ยวรูปแบบต่างๆ แต่ไม่มีการวิจัยที่ปรากฏผลให้นำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้ เช่น การนำไปทำยา ทำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงๆ ทำพลังงานทางเลือก แน่นอนว่าการเกิดปัญหาข้าวล้นตลาด ข้าวเน่า จะทำให้นักวิจัยหันไปวิจัยด้านอื่น แต่กว่าผลงานวิจัยจะปรากฏจนนำไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ ตอนนั้นข้าวอาจจะขาดตลาด จนต้องมานั่งเถียงกัน (เหมือนอย่างพืชบางตัว) อีกว่าจะให้ข้าวเป็นอาหารหลัก (Staple Food) ของมนุษย์ หรือเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมหรือพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าความช่วยเหลือที่ผ่านๆ มา และการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ประสบกับความล้มเหลว ตรงข้าม ความสำเร็จนั้นมีในระดับหนึ่ง และการช่วยเหลือ SME ก็ต้องดำเนินต่อไป ไม่ใช่จะยกเลิก เพียงแต่ว่าหากจะให้รวดเร็ว มีผลในวงกว้าง ควรหรือไม่ที่จะมีอีกเส้นทางหนึ่งควบคู่กันไป นั่นคือการช่วยเหลือสร้างแรงจูงใจให้บริษัทใหญ่ๆ ทั้งของไทย และบริษัทที่มีการประกอบการ รวมถึงทำการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย เพราะนอกจากจะเกิดผลดังที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้ว ยังจะแก้ปัญหาการวิจัยที่ไม่ตรงต่อความต้องการของตลาดด้วย เนื่องจากเป็นตัวบริษัททำการวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง นอกจากนี้คุณภาพของสิทธิบัตร หากจะมีการจดสิทธิบัตรก็จะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงด้วย ไม่ใช่จะจดได้แต่อนุสิทธิบัตรเสียเป็นส่วนใหญ่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ส่วน SME นั้นนอกจากจะต้องสนับสนุนในการวิจัย การผลิต การบ่มเพาะธุรกิจอย่างที่ผ่านมาแล้ว อาจมีความจำเป็นต้องให้ความสนับสนุนด้านทุน ในกรณีที่จะทำการจดสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ก็ต้องมีการคัดสรรให้ดีว่าสิทธิบัตรที่จะจดเหล่านั้นต้องเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่มีคุณภาพด้วย โดยเฉพาะหากจะมีการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสูญเสียเงินของประเทศไปโดยไม่สมควร
ก็เห็นว่าน่าจะจบบทความในเรื่องนี้ได้ในครั้งนี้ ซึ่งผู้เขียนหวังว่าจะเป็นแง่คิดให้กับผู้เกี่ยวข้อง หรือในระดับนโยบายได้บ้าง







