
กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ควรเก็บไว้หรือไม่?
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแม้ในอดีตจะมีผลงานเด่นหลายอย่าง แต่ในช่วงหลังได้เริ่มมีการตั้งคำถาม ทั้งสิ่งที่สมควรและที่เป็นเพียงการสร้างกระแสบิดเบือน
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแม้ในอดีตจะมีผลงานเด่นหลายอย่าง แต่ในช่วงหลังได้เริ่มมีการตั้งคำถาม ทั้งสิ่งที่สมควรและที่เป็นเพียงการสร้างกระแสบิดเบือน
เมื่อต้นเดือน ก.ค. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการ คสช. ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนอนุรักษ์ฯ ได้ประกาศทบทวน 23 โครงการ (ซึ่งริเริ่มในช่วงรัฐบาลที่แล้ว) พร้อมตั้งสองคณะอนุกรรมการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
กองทุนอนุรักษ์ฯ เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานที่ “คตร.” หรือคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ เข้าตรวจสอบ และมีการสั่งยุติบางโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่เป็นลักษณะการทำประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ และการจัดจ้างที่ปรึกษา ขณะเดียวกันก็ได้อนุมัติให้เดินหน้า 6 โครงการ อาทิ โครงการต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซชีวภาพจากหลุมฝังกลบขยะในพื้นที่ทหาร โครงการในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น
ปัจจุบันอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์ฯ จากการใช้น้ำมันส่วนใหญ่อยู่ที่ 0.25 บาท/ลิตร กองทุนอนุรักษ์ฯ มีเงินอยู่ประมาณ 34,000 ล้านบาท ยอดเงินไหลเข้าและออกจากกองทุนประมาณปีละ 7,000 ล้านบาท ฉะนั้นการใช้เงินอย่างถูกวัตถุประสงค์ มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส จึงเป็นสิ่งที่สมควรคาดหมาย
ในอดีต ผลงานเชิงประจักษ์ของกองทุนอนุรักษ์ฯ ทำให้มีองค์กรต่างประเทศอีกหลายแห่งมาเยี่ยมดูงานเกี่ยวกับกองทุนนี้ เช่น UNESCAP UNDP และ APEC ทั้งยัง ทำรายงานเผยแพร่ไปทั่วโลกว่าประเทศไทยมีนวัตกรรม นโยบายเชิงรุก ด้านการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนที่ก้าวหน้ามาก
ผลงานโบแดง เช่น โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงาน (ESCO Fund) การสนับสนุนแบบให้เปล่าบางส่วน (Subsidy) สำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานทดแทน
ที่โด่งดังและถือเป็นหน้าตาของกองทุนอนุรักษ์ฯ ก็คือ เทคโนโลยีชีวมวล ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียฟาร์มและโรงงานต่างๆ เทคโนโลยีน้ำร้อนและอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
กองทุนอนุรักษ์ฯ ช่วยเหลือ “ผู้ด้อยโอกาส” ทางพลังงาน สนับสนุน “พลังงานชุมชน” ในหลายๆ โครงการ ซึ่งก่อให้เกิดนวัตกรรมมากมาย เช่น ระบบไบโอแก๊สครัวเรือน ระบบสูบน้ำแสงอาทิตย์ และเตาชีวมวลหลากหลายรูปแบบ เป็นต้น
นอกจากส่งเสริมเทคโนโลยีแล้ว กองทุนอนุรักษ์ฯ ยังเป็นแหล่งทุนหลักในการพัฒนาคนและองค์ความรู้ด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในประเทศ ผ่านการให้ทุนการศึกษา ทุนสนับสนุนงานวิจัย การสนับสนุนการจัดตั้งวิทยาลัยด้านพลังงานที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ
ด้านประชาสัมพันธ์และการสร้างกระแสอนุรักษ์พลังงานที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำที่สุดคงเป็น “พลังงานหาร 2” ที่เน้นการ “คิดก่อนใช้” หรือ “อะไรๆ ก็โทษแก๊สโซฮอล์” ที่รณรงค์ต้านกระแสลบของความไม่เชื่อมั่นในน้ำมันแก๊สโซฮอล์
ผลงานโบดำก็มีแทรกอยู่บ้าง เช่น โครงการคูปอง 2,000 บาท หรือการพัฒนาเตา Gasifier แบบ 3Stages ที่พัฒนามานานแต่ยังไม่สำเร็จ หรืองานวิจัยแบตเตอรี่ Vanadium Redox Flow ซึ่งทุกอย่างได้ถูกตรวจสอบตามระเบียบราชการแล้ว
ล่าสุดเริ่มมีโบดำที่เกิดจากการป้ายสี เช่น การกล่าวหาว่ามูลนิธิแห่งหนึ่ง “ได้เงินเปล่าๆ มาจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานโดยไม่ต้องทำอะไร ปีหนึ่งๆ ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ปีหลังๆ เพิ่มเป็น 2,000 ล้าน” และได้เพราะประธานมูลนิธิเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ผู้กล่าวหาคงหมายถึงโครงการ ESCO Fund ข้างต้น ซึ่งไม่ใช่เงินให้เปล่า แต่ให้เอกชนต่างๆ กู้ไปลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน หรือลงทุนร่วมกับเอกชน และต้องคืนเงินต้นให้กองทุนฯ พร้อมผลตอบแทน โดยมีค่าบริหารโครงการเพียงเล็กน้อย ซึ่งมูลนิธิที่ถูกกล่าวหาก็ไม่ใช่ผู้บริหารเพียงรายเดียวที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้ ในช่วงเวลาที่มูลนิธิได้รับอนุมัติโครงการ ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็มิได้เป็นรัฐมนตรี อีกทั้งนัยอื่นๆ ของการกล่าวหาก็ผิดข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง
ในหลักการ การจัดสรรเงินกองทุนฯ ต้องเป็นไปตาม เงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนด และตามกรอบแผนอนุรักษ์พลังงานที่กำหนดไว้ในแต่ละระยะ (ทุก 5 ปี) การใช้จ่ายเงินกองทุนฯจะมีระเบียบกำกับ ที่เหมือนราชการ
ในทางปฏิบัติ ช่วงหลังๆ มีการทำนโยบายเชิงประชานิยม เช่น คูปองส่วนลดการซื้อเครื่องไฟฟ้า 2,000 บาท โดยอ้างเหตุผลการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน แต่เป็นการช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วม ซึ่ง สตง.ตีความว่าใช้เงินผิดเจตนารมณ์
จากปี 2552 ถึงปัจจุบัน กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 2.5 เท่า จาก 1,792 MW เป็น 4,459 MW (ส.ค. 2557) นับเป็นสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนโดยรวม 11.6% เทียบกับเป้าหมาย 25% ในปี 2564 ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า กองทุนอนุรักษ์ฯ เป็นตัวจักรขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่ผ่านมา ตราบใดที่ คสช.และรัฐบาลอื่นๆ ในอนาคตทำงานอยู่บนความเป็นจริงและจริงใจ กองทุนอนุรักษ์ฯ จะปรับรูปแบบตามสถานการณ์และสร้างความคุ้มค่าให้คนไทยต่อไปได้
ทั้งนี้ ระบบการบริหารก็ควรพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน บางอย่างที่เคยทำในอดีต เช่น รายงานผลงานประจำปีที่ช่วงหลังๆ หายไปก็ควรจะต้องทำ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ ตรวจสอบ รวมทั้งให้ผู้สนใจได้เรียนรู้เพื่อต่อยอดอีกด้วย







