posttoday
ทางรอดเศรษฐกิจไทยพ้นหล่มภาวะซบเซา

ทางรอดเศรษฐกิจไทยพ้นหล่มภาวะซบเซา

22 ตุลาคม 2557

กลายเป็นประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจ เมื่อ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้อยู่ในภาวะชะงักงันซบเซา

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

กลายเป็นประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจ เมื่อ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้อยู่ในภาวะชะงักงันซบเซา (Stagnation) หยุดนิ่งอยู่กับที่ ถึงไม่ได้แย่จนเป็นวิกฤต แต่ก็ไม่ขยายตัวอย่างที่ต้องการให้เป็น สาเหตุสำคัญมาจากหลายปัญหา ทั้งคนจนมีรายได้น้อย ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ทำให้การใช้จ่ายได้น้อย

ขณะที่คนรวยมีเงิน หรือมีเครดิตกู้เงินได้มาก ก็ไม่รู้จะนำเงินที่มีหรือจะกู้เงินไปทำอะไร แม้แต่รัฐบาลเองที่ต้องลงทุนอีกจำนวนมาก ก็ไม่เดินหน้า ทั้งที่มีเงินงบประมาณ เงินกู้ก็ยังกู้ได้อีกมาก แต่การดำเนินการไม่คืบหน้า ภาวะดังกล่าวจึงทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซึมๆ อย่างที่หลายฝ่ายรู้สึก

แม้ว่ารัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง แต่ว่าเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่พ้นจากเศรษฐกิจชะงักงันซบเซา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรการที่ออกมาเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งเป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจ่ายหนี้เงินชาวนา 9.2 หมื่นล้านบาท และการจ่ายเงินให้ชาวนาอีกไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/ครอบครัว หรือการจ่ายค่าผลผลิตให้ชาวสวนยาง

อย่างไรก็ตาม สมหมาย กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันหรือซบเซา ไม่มีความเสี่ยงกับเศรษฐกิจของไทย เพราะฐานะการเงินการคลังของประเทศยังแข็งแรง และคาดว่าเมื่อเศรษฐกิจขับเคลื่อนได้จากการออกมาตรการกระตุ้นก็น่าจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น

แต่ปัญหาคือ จะต้องออกมาตรการเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ หากต้องเพิ่มจะใช้อีกมากน้อยแค่ไหน เศรษฐกิจไทยถึงจะพ้นจากภาวะซบเซา เพราะมาตรการกระตุ้นชุดใหม่จะต้องรอดูเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2558 ว่ามาตรการกระตุ้นที่ออกมาในช่วงนี้ได้ผลอย่างไรบ้าง เพราะถือเป็นช่วงเดินเครื่องต้องรอดูผลที่จะออกมาก่อนที่จะทำมาตรการมาเพิ่ม

สำหรับมุมมองภาคเอกชนนั้น เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจน่าจะเป็นภาวะชั่วคราวที่เกิดขึ้นในปีนี้ เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ไม่เกิดการผลิต ไม่มีนักท่องเที่ยว รายได้ก็ประชาชนลดลงไม่มีเงินใช้จ่าย ขณะที่หนี้สินยังเท่าเดิม คนต้องรัดเข็มขัดมีผลกระทบกับการใช้จ่าย การบริโภค และเงินหมุนเวียนก็น้อยลง

อย่างไรก็ดี ปีหน้าหลายหน่วยงานคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดีขึ้น ทั้ง ธปท.ไทยที่มองไว้ 4.8% กระทรวงการคลังประเมินที่ 5% ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ไว้ที่ 4% นับเป็นตัวเลขที่ดีพอใช้ และสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยคงไม่อยู่ในภาวะชะงักงันต่อเนื่อง

เชาว์ ระบุว่า เงื่อนไขที่ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าดีขึ้นมี 2 ประการ คือ การเร่งรัดผลักดันงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะงบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเม็ดเงินใหญ่พอสมควรที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีความเป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด และการส่งออกที่น่าจะขยายตัวดีกว่าปีนี้ ซึ่งหากเป็นไปตามที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินไว้ที่ 45% เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญ คือ เศรษฐกิจโลก ที่เป็นปัจจัยเหนือการควบคุม

อย่างไรก็ตาม การมองไปถึงเศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตได้ตามศักยภาพอย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น เพราะหลายปีที่ไทยเติบโตได้นั้น คู่แข่งยังไม่มาก แต่ตอนนี้หลายประเทศพัฒนาจนสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนออกไปจากไทย ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงถูกกว่า และโครงสร้างพื้นฐานที่พรั่งพร้อม ขณะที่ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยยังพัฒนาไม่มาก

นอกจากนี้ การผลักดันเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลสำคัญมาก ซึ่งจากนโยบายของรัฐบาลที่มี ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ การแก้กฎหมายลงทุนเพื่อดึงดูดให้ต่างชาติตั้งศูนย์สำนักงานใหญ่ในไทย หากทำได้จริงก็จะช่วยได้ ส่วนการวางโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลา จึงควรต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ อย่างน้อยให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เพราะหากทำไม่ได้จนเศรษฐกิจโตต่ำไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดคำถามว่า ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น และมีผลกับการตัดสินใจที่จะลงทุน

“มี 3 สิ่งที่จำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดจากภาวะชะงักงัน คือ ต้องมีเงินเข้าระบบโดยเร็ว ต้องสร้างความมั่นใจให้ทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน และต้องเร่งพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการที่อนุมัติแล้วให้เริ่มลงมือดำเนินการให้ต่อเนื่อง ยังไงก็ขอให้มีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว คนจึงจะเชื่อมั่น”

ขณะที่ ณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagnation) เป็นภาวะที่ต้องจับตา เพราะแสดงถึงเงินไม่หมุนเวียนในระบบ ซึ่งประเทศไทยมีปัญหาจากกลุ่มคนรากหญ้าไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยตามปกติ แต่ธนาคารก็จะไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เพราะกังวลเรื่องคุณภาพหนี้ เพราะมีข้อจำกัดให้การปล่อยสินเชื่อในเรื่องประวัติการเงินของผู้กู้ ทำให้คนรากหญ้าต้องหันไปถึงพาหนี้นอกระบบแทน

ด้าน ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง เห็นว่า หนทางที่จะแก้ไขภาวะ Stagnation ได้นั้น รัฐจะต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านงบลงทุนโครงการของรัฐบาล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ขณะนี้โครงการของรัฐไม่สามารถทำได้เต็มที่ เพราะการตัดสินใจอนุมัติโครงการใดโครงการหนึ่งไม่สามารถจบได้ง่าย ต้องใช้เวลาในกระบวนการตัดสินใจนานมาก มีการล็อบบี้เยอะมาก ทำให้การใส่เงินเข้าระบบทำได้ไม่เต็มที่

“ทุกคนคิดว่าหม่อมอุ๋ย (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี) สามารถตัดสินใจได้ แต่ไม่ใช่ หม่อมอุ๋ยเสนอไป ก็ถูกบางฝ่ายเสนอให้ทบทวน ทำให้ไม่จบ เงินไม่เข้าระบบ”

ทนง ระบุว่า สภาพปัจจุบันแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่มีการเรียกเงิน มีการคอร์รัปชั่น แต่ปัจจุบันไม่ใช่ แต่ที่ล่าช้าเพราะมีหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับแต่ละโครงการ และคนหลายกลุ่มนี้ความเห็นไม่ตรงกัน จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ คัดเลือกโครงการเพราะมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย มีประโยชน์มากกว่าโทษ เพราะไม่มีโครงการไหนที่สมบูรณ์แบบไปหมด แต่ถ้าไม่ตัดสินใจ ปล่อยให้โครงการล่าช้า นั่นคือผลลบต่อเศรษฐกิจ กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจไป

“การตัดสินใจนั้น แม้ว่าจะมีหลายทีมทำงาน แต่ควรใช้กฎเกณฑ์ (Criteria) ในการตัดสิน ที่เป็นกฎเกณฑ์เดียวกัน ถ้ากฎเกณฑ์เดียวกันแล้ว จะทำให้ถกเถียงเฉพาะตัวเลข ซึ่งเป็นข้อมูลที่พิสูจน์ได้” ทะนง ระบุ

เพราะฉะนั้น การที่รัฐจะลงทุนได้เร็วจึงต้องปรับวิธีการบริหาร ปรับวิธีคิด วางกฎกติกาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ต้องเขียนทีโออาร์ที่เป็นกลางเพื่อให้ทุกบริษัทเข้าร่วมประมูลได้ เมื่อประมูลได้เร็ว ก็จะทำให้เม็ดเงินลงทุนเข้าในระบบเศรษฐกิจได้เร็ว เศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนได้

ทั้งนี้ จะเห็นว่าหลายฝ่ายเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหา Stagnation ทิศทางเดียวกันว่า รัฐเป็นผู้ที่ต้องใส่เม็ดเงินการลงทุนเข้าสู่ระบบโดยเร็ว แต่กลับมาติดปัญหาที่กระบวนการทำงานของรัฐบาลที่ล่าช้าเอง

การแก้ปัญหาจึงต้องทำให้ตรงจุด ปรับกระบวนการ วิธีการพิจารณาโครงการลงทุนต่างๆ ใหม่ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยก็อาจจะไม่รอดพ้นจากหล่มหลุมใหญ่ คือเศรษฐกิจชะงักต่อเนื่องไปอีกนาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท