
ธนาคารจ่ายเฉียดพันล้าน รับมือก่อการร้าย
“
การเปลี่ยนแปลงระบบงานบริหารสาขาของธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศ จากนี้ไปจะใช้โมเดลของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้ามาเป็นแม่แบบในการจัดการในเรื่องความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้า” วีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวการที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะต้องเตรียมพร้อมดูแลระบบงานสาขาให้ดี ก็เพราะแม้จะมีการสลายม็อบเสื้อแดงไปแล้ว แต่หัวหน้าตัวจริงของกลุ่มคนเสื้อแดงพูดเสียงตามสายมาจากต่างประเทศว่า รัฐบาลได้ไล่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ต่อต้านรัฐบาลลงไปอยู่ใต้ดิน ซึ่งก็เท่ากับจะซุ่มก่อความไม่สงบในประเทศแบบกองโจร
จะกระทำการที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้
รูปแบบการรับมือที่ว่านี้ธนาคารทำอยู่ 2 กรณี คือ กรณีที่มีการเกิดเหตุเมื่อธนาคารปิดทำการแล้ว และกรณีที่มีเหตุรุนแรงในขณะที่ธนาคารยังไม่ปิดทำการ
กรณีที่เกิดเหตุเมื่อธนาคารปิดทำการแล้วปัญหาก็จะไม่รุนแรงมาก ธนาคารจะต้องปิดประตูให้แน่นหนา และให้พนักงานเตรียมตัวออกจากสาขาโดยเร็ว ด้วยทางออกฉุกเฉิน โดยรายงานให้กับผู้จัดการภาค หรือติดต่อสำนักงานใหญ่โดยด่วนว่าขณะนี้เกิดเหตุที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
กรณีที่เกิดเหตุในขณะที่ธนาคารยังไม่ปิดทำการ แต่เราเห็นสัญญาณว่าจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น ธนาคารจะให้พนักงานเตรียมพร้อม ไม่ให้พนักงานใส่เครื่องแบบของธนาคาร ให้ใส่ชุดลำลอง
หากสถานการณ์นอกสาขารุนแรงก็อาจจะมีการสั่งให้สต๊อกข้าวและอาหารไว้ล่วงหน้า โดยจะมีการส่งข้อความผ่านเอสเอ็มเอส โดยทางผู้จัดการสาขาจะต้องติดต่อกับสำนักงานใหญ่ทันทีว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ซึ่งจะมีการปิดประตูหน้าไม่ให้ลูกค้าที่อยู่ภายในออกไป เพื่อความปลอดภัยและให้ออกไปทางออกฉุกเฉิน
สำหรับธนาคารกสิกรไทยนั้น ได้มีห้องควบคุมพิเศษ ซึ่งจะสามารถดูข้อมูลของสาขาได้ทั้งหมด โดยเมื่อเกิดเหตุจลาจลเมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ และคณะผู้บริหาร ก็มานั่งอยู่ที่ศูนย์บัญชาการแห่งนี้ เพื่อประชุมทางไกลทางโทรศัพท์กับผู้จัดการสาขาที่อยู่ในพื้นที่สีแดง เพื่อประเมินสถานการณ์และสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาโดยด่วนอย่างรวดเร็ว
วีรวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อช่วงที่เกิดเหตุการณ์จลาจลเผาและทุบทำลายธนาคารนั้น คนที่จะไปได้ช้าที่สุดคือ
“พนักงานเทรลเลอร์ที่เคาน์เตอร์” เราก็จะแจกถุงพลาสติกให้แล้วให้กวาดเงินในลิ้นชักทุกบาททุกสตางค์ใส่ถุง พร้อมกับนามบัตรของตัวเองมัดแล้วโยนใส่ตู้เซฟ โดยไม่ต้องนับแต่จะกลับมานับจำนวนกันเมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ
ส่วนเอกสารการเงิน เอกสารสำคัญก็ให้โยนเข้าไปในห้องมั่นคง ซึ่งจะเป็นห้องที่มีการโบกปูนหนาและกันไฟได้นาน 5 ชั่วโมง ส่วนตู้เซฟที่รับฝากทรัพย์สินของลูกค้าก็กันไฟได้นาน 35 ชั่วโมง
“
ขณะนี้ความเสี่ยงสภาพใหม่จากการก่อการร้ายหรือจลาจล ได้เริ่มกระจายตัวออกไปนอกเหนือจาก 3 จังหวัดภาคใต้ ธนาคารพาณิชย์จึงจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกันสิ่งที่จะต้องทำเป็นสิ่งแรกคือ จะต้องหาแหล่งเก็บเอกสารสำคัญใหม่ เช่น เอกสารเงินกู้จะไม่เก็บไว้ที่สาขา จะต้องหาแหล่งเก็บเอกสารสำคัญใหม่เพื่อไม่ให้ถูกเผาทำลายทิ้ง
สอง ต้องติดกล้องวงจรปิดเพิ่มและหันหน้าออกนอกสาขา จากเดิมที่ธนาคารพาณิชย์จะกลัวโจรปล้นธนาคาร จึงหันกล้องเข้าหาภายในตึก แต่ในความเสี่ยงแบบใหม่เราต้องการเห็นคนโจมตีแบงก์ ก็ต้องเพิ่มกล้องและให้หันหน้าออกไปนอกสาขาเพื่อดูคนข้างนอก
เพื่อให้เห็นภาพคนมาเผาหรือมายิงธนาคารได้ชัดเจน
นอกจากนี้ ก็จะมีการซื้อประกันชีวิตให้กับพนักงานธนาคารโดยครอบคลุมเหตุจลาจลและก่อการร้าย
รวมทั้งซื้อประกันชีวิตบุคคลที่สามให้กับลูกค้าด้วยเพื่อให้เกิดความสบายใจ
นี่คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการจลาจลกลางเมือง
ส่วนเรื่องการจัดการที่จอดรถยนต์ ก็จะต้องมีการจัดการใหม่ พนักงานรักษาความปลอดภัยของธนาคารจะต้องเข้มงวดกับรถที่เข้ามาจอด ด้วยการดูว่า...
หากรถคันนั้นจอดนานผิดปกติเกิน 2 ชั่วโมง ก็จะต้องติดตามหาเจ้าของรถทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคาร์บอมบ์
กรณีของห้องมั่นคง ซึ่งเป็นห้องสำคัญ ที่จะต้องรักษาทรัพย์สินของลูกค้าจะแก้ไขอย่างไร หากเป็นสาขาของธนาคารที่เป็นอาคารที่สร้างเอง สามารถที่จะเพิ่มวัสดุก่อสร้างที่กันไฟได้นานกว่าปกติได้ แต่หากเป็นสาขาที่เช่าอาคาร ตู้เซฟในห้องมั่นคงก็จะกันไฟได้ 35 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งเป็นการสร้างเพื่อป้องกันการโจรกรรมมากกว่าที่จะเป็นการสร้างเพื่อป้องกันการถูกเผา
“
หากเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ปกติ ก็จะสามารถดับเพลิงได้ทันก่อน 5 ชั่วโมง แต่ถ้าเกิดการจงใจวางเพลิง และกีดกันไม่ให้พนักงานดับเพลิงเข้าไปดับไฟได้ ทรัพย์สินภายในที่ลูกค้าฝากไว้ก็อาจจะเสียหายได้” วีรวัฒน์ กล่าวสำหรับธนาคารกสิกรไทย ที่ถูกวางเพลิงไป 2 สาขา เช่น สาขา บ่อนไก่ ก็ไม่มีตู้เซฟรับฝากทรัพย์สินจากลูกค้า จึงไม่มีปัญหาอะไร
แหล่งข่าวจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ห้องมั่นคงของธนาคารบางสาขาได้รับความเสียหายบ้างแต่ไม่มากนัก เพราะไฟไหม้เข้าไปไม่ถึง จึงทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความเสียหาย
อย่างไรก็ดี ธนาคารคงไม่สามารถทำประกันสินทรัพย์ของลูกค้าที่อยู่ภายในตู้เซฟได้ เพราะไม่รู้ว่าลูกค้านำอะไรมาฝากบ้าง
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หากตู้เซฟได้รับความร้อนสูง สิ่งของภายในหากเป็นทองคำก็อาจจะละลายเป็นก้อน พระที่เป็นพระผงก็อาจจะสลายเป็นผงไม่เป็นองค์เหมือนเดิม
ดังนั้น ต่อจากนี้ไปลูกค้าธนาคารที่เอาสินทรัพย์มาฝากไว้ ก็อาจ จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ว่า เป็นการนำเอาทรัพย์สินมาฝากเพื่อป้องกันการโจรกรรม มากกว่าที่จะป้องกันไฟไหม้ เพราะอาจจะเกิดเหตุไม่คาดฝันเหมือนที่เกิดขึ้นมาได้โดยที่ไม่มีใครคาดคิด
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ธนาคารจะต้องรับระบบการรักษาความปลอดภัยรับความเสี่ยงแบบใหม่จะมีต้นทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่ง ซึ่งทุกธนาคารก็จะเจอต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้
วีรวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับธนาคารกสิกรไทย คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่ถึง 100 ล้านบาท เพื่อปรับกระบวนการทั้งหมด
แต่ธนาคารอื่นๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไปตามจำนวนสาขาที่มี
หากจำแนกวงเงินที่จะต้องใช้เพื่อสร้างระบบบริหารงานสาขาที่ดี จากธนาคารพาณิชย์สิบกว่าแห่งหากใช้สาขาละประมาณ 100 ล้านบาท ก็คงจะตกเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นได้ทำความเสียหายให้กับสาขาของธนาคารพาณิชย์นี้ จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสาขาของธนาคาร ที่เน้นเป็นสาขาแบบทันสมัย โปร่งสบายและเป็นกระจกมากกว่าที่จะเป็นปูน โดยเฉพาะสาขาที่ธนาคารเช่าพื้นที่คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เนื่องจากธนาคารได้ทำประกันภัยสาขาไว้ระดับหนึ่งแล้วด้วย และสาขาของธนาคารต่อไปนี้อาจจะซอยเป็นสาขาย่อยมากกว่าจะเป็นสาขาใหญ่ เพื่อความสะดวกในการดูแล เพราะจะใช้จำนวนพนักงานไม่มากนัก
ด้าน ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจจะทำให้ธนาคารหลายแห่งทบทวนการปรับเปลี่ยนรูปแบบสาขาในต่างจังหวัด ที่เดิมเป็นอาคารปูนปิดทึบอาจจะดูเชยแต่มั่นคงแข็งแรงกว่ารูปแบบใหม่ที่เน้นเป็นกระจก ซึ่งอาจจะมีการทบทวนรูปแบบสาขากันใหม่เพื่อความสบายใจของลูกค้า
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า วัฒนธรรมการใช้บริการธนาคารของลูกค้าในต่างจังหวัดนั้น ส่วนใหญ่มาเพื่อพบปะพูดคุยกับพนักงานธนาคารอย่างเป็นกันเอง ในต่างจังหวัดคนชอบมาสาขาของธนาคารมากกว่าใน กทม. ดังนั้นก็จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในเรื่องการติดกล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย และการดูแลที่จอดรถให้ปลอดภัย
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธนาคารคำนึงถึงอย่างมาก ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จลาจลและโจมตีเผาทำลายสาขาของธนาคาร
นายธนาคารทั้งหลายยืนยันว่า สิ่งที่มีค่ามากที่สุดก็คือ ชีวิตของพนักงานและลูกค้า ไม่ใช่เงินทองหรือทรัพย์สินอื่นใด และไม่อยากเห็นการโจมตีทำลายล้างธนาคารอีกต่อไป
เพราะธนาคารพาณิชย์นั้นเป็นทั้งที่ให้โอกาสในการทำมาหากิน เป็นที่รับฝากทรัพย์สิน ธนาคารพาณิชย์จึงเป็นมิตรกับทุกคน ไม่ได้เป็นศัตรูกับคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด







