
วิกฤตธุรกิจ "ซอมบี้" ส่อทำหนี้ท่วมแดนมังกร
แนวโน้มทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในปีนี้ กำลังจะทำให้จีนเผชิญกับภาวะหนี้ท่วม หลังจากที่ก่อนหน้านี้บรรดาธุรกิจเอกชนไปก่อหนี้ไว้จำนวนมหาศาล
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
แนวโน้มทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในปีนี้ กำลังจะทำให้จีนเผชิญกับภาวะหนี้ท่วม หลังจากที่ก่อนหน้านี้บรรดาธุรกิจเอกชนไปก่อหนี้ไว้จำนวนมหาศาล
เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างร้อนแรงของจีนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณหนี้จีนเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดย ดิ อีโคโนมิสต์ นิตยสารเชิงวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศชื่อดัง ระบุว่า ผลรวมของหนี้ 3 กองของจีน ได้แก่ หนี้สาธารณะ หนี้ภาคเอกชน และหนี้ครัวเรือน ที่เคยมีสัดส่วนเท่ากับ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2008 กลับพุ่งขึ้นถึง 250% ต่อจีดีพีในปี 2014 นี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ตัวเลขดังกล่าวนับว่าต่ำกว่าปริมาณหนี้ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากเทียบกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแล้ว นับว่าปริมาณหนี้จีนสูงมาก
ในปริมาณหนี้จำนวนมหาศาลของพญามังกรแห่งเอเชีย กองหนี้ที่น่าจับตามองที่สุด คือ หนี้ภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของหนี้ทั่วประเทศเลยทีเดียว
สาเหตุการก่อหนี้จำนวนมหาศาลของจีนนั้น มีที่มาจากความเคลื่อนไหวเมื่อช่วง 5 ปีที่แล้วของซีกโลกตะวันตกนำโดยสหรัฐ โดยหลังเกิดวิกฤตซับไพรม์ สหรัฐได้อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยใกล้ติดศูนย์อย่างต่อเนื่อง
ทำให้เกิดปรากฏการณ์เงินปริมาณมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักลงทุนที่มีเงินล้นมือต้องเสาะแสวงดินแดนแห่งโอกาสที่จะทำให้เงินงอกเงยเป็นผลตอบแทน ซึ่งขณะนั้นย่อมไม่พ้นจีน ซึ่งขณะนั้นนับเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังมาแรง
ด้าน สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ ประเมินว่า ในปัจจุบันจีนมีปริมาณหนี้ภาคเอกชนที่โตที่สุดในโลก โดยมีปริมาณมากถึง 14.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 454 ล้านล้านบาท)
ขณะที่ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ เปิดเผยสัดส่วนหนี้ต่อหุ้นของธุรกิจนอกภาคการเงินในจีนว่า เพิ่มขึ้นเป็น 53% ในช่วงกลางปีนี้ จากเดิมที่ 34% เมื่อช่วงปลายปี 2010
การลงทุนในจีนหลายรูปแบบ ทั้งในตลาดทุน การลงทุนในหุ้นกู้ และการปล่อยกู้โดยตรง ซึ่งแน่นอนว่านักลงทุนย่อมแสวงหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด จึงกลายเป็นโอกาสของบรรดาบริษัทที่มีผลประกอบการต่ำ หรือธุรกิจที่ไม่ทำกำไร แต่ยังดำเนินกิจการอยู่ ซึ่งรู้จักกันในนาม “ธุรกิจซอมบี้” ในการระดมทุน และกลายเป็นปัญหาในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าสู่ปี 2014 ปรากฏว่าเศรษฐกิจไม่ได้โตร้อนแรงเหมือนเช่นเคย โดยรัฐบาลกำหนดเป้าหมายของการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ 7.5% ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์และอัตราการปล่อยสินเชื่อชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องจึงกลับตาลปัตร เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจแดนมังกรส่งผลทำให้รายได้ของบรรดาภาคเอกชนในปีนี้ลดลงตามไปด้วย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องให้ภาคเอกชนที่ก่อหนี้ไว้กำลังประสบกับความยากลำบากในการชำระหนี้
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้เกิดปรากฏการณ์ บริษัท เซี่ยงไฮ้ เชารี โซลาร์ เอนเนอร์จี ผู้ดำเนินกิจการด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัทได้ นับเป็นบริษัทแรกในจีนที่ประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ และต่อมาก็มีกิจการขนาดเล็กอีก 23 แห่งที่เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสัญญาณร้ายเท่านั้น เพราะ “ธุรกิจซอมบี้” ซึ่งได้ก่อหนี้ไว้จำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน หากประเมินจากสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว กิจการเหล่านี้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ที่ก่อไว้
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงแล้ว จีนยังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อต่ำที่ 1.6% เมื่อเดือน ก.ย. อีกด้วย ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี จริงอยู่ที่ภาวะเงินเฟ้อต่ำช่วยกระตุ้นการบริโภค ทว่าสำหรับบริษัทแล้วภาวะเงินเฟ้อในระดับกำลังดีจะส่งผลดีต่อกำไรของบริษัทมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ซีเอ็นเอ็นมันนี่รายงานว่า หลังจากที่อัตราการปล่อยสินเชื่อของภาคการเงินลดลง ก็ดูเหมือนว่าธุรกิจจะหันไปพึ่งแหล่งเงินกู้นอกระบบกันมากขึ้นอีกด้วย
ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอกก็นับว่าไม่เอื้ออำนวยนัก เนื่องจากการประกาศลดการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีนี้ ทำให้ปริมาณเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจีน ไหลกลับสู่เศรษฐกิจสหรัฐอีกครั้ง ส่งผลให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น
การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเหรียญสหรัฐนี้เอง ที่นับเป็นการบั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจจีนกับเจ้าหนี้ในต่างประเทศ เนื่องจากจีนต้องใช้เงินหยวนในปริมาณมากขึ้นเพื่อแลกกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐในจำนวนเท่าเดิม ซึ่งกรณีการเพิ่มขึ้นของหนี้จากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วใน “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 1997 นี้เอง
กล่าวโดยสรุปคือ ภาคเอกชนจีนที่มีภาระหนี้จำนวนมหาศาลอยู่แล้ว ขณะนี้ต้องเผชิญกับภาวะกดดัน ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจชะลอตัวภายในประเทศที่ทำให้รายได้ลดลง และปัจจัยการไหลกลับของทุนที่จะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งทำให้ชำระหนี้ได้ยากขึ้น และแน่นอนว่าจีนกำลังเผชิญกับภาวะหนี้ท่วมอย่างเห็นได้ชัด
จูเลียน อีวานพริทชาร์ต นักเศรษฐศาสตร์ของแคปิตัล อีโคโนมิกส์ ยืนยันว่า ความเสี่ยงของปริมาณหนี้สูงนับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจจีน
สิ่งที่น่าจับตามองขณะนี้ คือ ทางการจีนจะดำเนินมาตรการอย่างไรเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้ทางการจีนยืนยันว่าจะไม่เข้าไปให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่บริษัทเหล่านั้น อย่างไรก็ตามความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ ก็เสี่ยงเกินกว่าที่รัฐบาลจะปล่อยให้เกิดขึ้นได้







