posttoday
ความเห็นต่างเรื่องพลังงาน

ความเห็นต่างเรื่องพลังงาน

21 ตุลาคม 2557

พักนี้ปัญหาเรื่องนโยบายและการบริหารจัดการนโยบายพลังงานของประเทศกำลังเป็นเรื่องร้อนที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า คู่กรณีที่ขัดแย้งกันอยู่นั้น ขัดแย้งกันเรื่องอะไร เพราะบางประเด็นที่ยกขึ้นมาพูดกันนั้นค่อนข้างจะหลากหลาย และมีการยกข้อมูลที่เข้าใจยากขึ้นมาอ้างด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทำให้คนที่อยู่นอกวงการเกิดความสับสน

พักนี้ปัญหาเรื่องนโยบายและการบริหารจัดการนโยบายพลังงานของประเทศกำลังเป็นเรื่องร้อนที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่า คู่กรณีที่ขัดแย้งกันอยู่นั้น ขัดแย้งกันเรื่องอะไร เพราะบางประเด็นที่ยกขึ้นมาพูดกันนั้นค่อนข้างจะหลากหลาย และมีการยกข้อมูลที่เข้าใจยากขึ้นมาอ้างด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทำให้คนที่อยู่นอกวงการเกิดความสับสน

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มคนที่อยู่นอกวงการพลังงาน ฟังเขาโต้แย้งกันบ่อยๆ เข้าก็เกิดความสนใจอยากรู้ว่า ถ้าตัดอคติที่มีต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกแล้ว อะไรเป็นประเด็นหลักๆ ที่ควรทราบ เวลาฟังเขาชี้แจงหรือเสนอประเด็นหลักๆ ที่ควรทราบ เวลาฟังเขาชี้แจงหรือเสนอแนวความคิดต่างๆ จะได้สรุปได้ด้วยตัวเองว่า ตอบตรงคำถาม คือ ถามไม่ตรงคำตอบ ไม่ถูกลากเข้าป่าเข้ารกไป เพราะวาทกรรมตัวเลข ข้อกฎหมายและข้อมูลทางเทคนิคที่ต่างฝ่ายต่างยกขึ้นมาอ้าง

ประเด็นแรก คือ ปัญหาด้านพลังงานที่กำลังถกเถียงกันอยู่นี้จะนำไปสู่การยึดบริษัท ปตท. ไปเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% อย่างเดิมหรือไม่

ฝ่ายหนึ่งบอกว่า การยึด ปตท.กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจอย่างเดิมจะส่งผลกระทบแง่ร้ายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีขึ้นโรงขึ้นศาลกันขนานใหญ่ เพราะ ปตท.มีนิติสัมพันธ์ไว้กับคนจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของไทยจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ถึงกระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ปตท. แต่ด้วยอิทธิพลทางการเมืองและการเงินทำให้มีบทบาทในการบริหารจัดการน้อย ไม่สามารถดูแลผลประโยชน์ของประชาชนให้ได้รับผลประโยชน์ด้านราคาพลังงานที่ขุดขึ้นมาจากผืนแผ่นดินไทย คนไทยต้องใช้น้ำมันราคาแพงกว่าที่ควร เพราะฉะนั้นจึงควรให้ดำเนินการต่อไปในรูปรัฐวิสาหกิจ

และมีฝ่ายที่สายบอกว่า ไม่ต้องการยึด ปตท.กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ต้องการให้ ปตท.เป็นหน่วยงานที่บริหารงานอย่างโปร่งใส ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ประเด็นที่สอง คือ รูปแบบของการอนุญาตให้ผู้ประกอบการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั้งในทะเลและบนบกใหม่อีก 22 แปลง

ฝ่ายหนึ่งต้องการใช้ระบบสัมปทานซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยใช้มาตลอด โดยผู้ได้รับสัมปทานมีสิทธิขายและจำหน่ายปิโตรเลียมที่ผลิตได้ เป็นระบบที่รัฐไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องทำมาค้าขายเอง ไม่ต้องรับความเสี่ยงในการขุดเจาะหาน้ำมันว่าเจาะลงไปแล้วจะมีน้ำมันคุ้มค่าในการขุดเจาะเชิงพาณิชย์หรือไม่ ได้เงินสัมปทานมาแล้วคอยกำกับดูแลตามกฎหมายก็เป็นอันยุติบทบาทของรัฐ กำไรมาก กำไรน้อยเป็นเรื่องของผู้รับสัมปทานจะรับไป

อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ควรเปลี่ยนระบบการสำรวจขุดเจาะจากระบบการให้สัมปทานไปเป็นระบบการแบ่งผลผลิต ซึ่งหากขุดเจาะพบปิโตรเลียมแล้ว มีกำไรมากรัฐก็ได้รับส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น ถึงรัฐจะต้องรับความเสี่ยงในการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียมมากขึ้นกว่าระบบการให้สัมปทาน แต่เทคโนโลยีในการสำรวจขุดเจาะสมัยใหม่ทำให้ความเสี่ยงนี้น้อยลงกว่าในอดีต มีบริษัทที่รับงานสำรวจขุดเจาะหลากหลายให้เลือก ประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่จึงหันมาใช้ระบบแบ่งผลผลิตมากขึ้นมากกว่า 40 ประเทศ

ฟังดูดีทั้งสองทางเลือกใช่ไหมครับ ก็อยู่ที่ว่าท่านจะเลือกรับเหตุผลของฝ่ายใด ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เสนอข้อมูลและตัวเลขมากมายประกอบความคิดเห็นของตน ท่านคงต้องไปพยายามทำความเข้าใจกับข้อมูลเหล่านี้ว่าจะให้น้ำหนักทางเลือกใดมากกว่ากัน แต่โดยสรุปเหตุผลหลักๆ ก็จะเป็นไปตามที่ผมสรุปให้ท่านผู้อ่านทราบ

ประเด็นที่สาม คือ เรื่องการโอนท่อส่งก๊าซจาก ปตท.ให้เป็นของรัฐตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

ฝ่ายหนึ่งบอกว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเรียบร้อยแล้ว แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ให้การยืนยันต่อศาลว่า ปตท.ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้จึงควรยุติ

แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ปตท.คืนท่อก๊าซให้รัฐเฉพาะส่วนที่อยู่บนบก และบางส่วนมีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่มาทำท่อ แต่ส่วนที่อยู่ในทะเลยังไม่ได้คืนให้รัฐ ทั้งๆ ที่ท่อส่งก๊าซส่วนนี้ไม่อยู่ในคำบังคับคดีของศาลเพราะเป็นสมบัติของแผ่นดิน ใครจะครอบครองเป็นเจ้าของไม่ได้ ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังระบุในรายงานการตรวจสอบติดตามผลการโอนท่อก๊าซตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดว่า ปตท.ยังโอนคืนให้รัฐไม่ครบ

เมื่อฝ่ายหนึ่งบอกว่าโอนครบแล้วตามคำสั่งศาล อีกฝ่ายหนึ่งว่ายังโอนไม่ครบ จึงกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง ประชาชนอย่างท่านอย่างผมที่ไม่ได้อยู่ในวงการพลังงานและไม่ได้เป็นนักกฎหมายจึงได้แต่พิศวงงงงวยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแน่ ท่านคงต้องไปอ่านเหตุผลของแต่ละฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์ดูเองครับก่อนจะตัดสินใจเชื่อฝ่ายใด

สรุปแล้ว กรณีพิพาทเรื่องพลังงานก็มีประเด็นหลักๆ อยู่แค่นี้แหละครับ เสียดายไม่มีใครหยิบประเด็นขึ้นมาตั้งแล้วสรุปเหตุผลของทั้งสองฝ่ายเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดๆ ว่าเหตุผลของฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากัน โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งนะครับ ไม่ใช่ยึดถือผลประโยชน์ของตัวเองหรือพรรคพวกเป็นหลัก

ทั้งหมดที่เล่ามา เป็นประเด็นที่ฝากให้ท่านผู้อ่านลองเก็บไปคิดพิจารณาดู จะได้ไม่สับสนกับข้อมูลที่แต่ละฝ่ายเทมาให้มากมายเกินกว่าที่จะย่อยแยกให้เข้าใจ ผมเองก็จะพยายามทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้ไปอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าที่จะต้องไปธุระที่ประเทศอังกฤษ 2 สัปดาห์

กลับมาแล้วหวังว่าท่านผู้อ่านคงมีคำตอบให้ตัวเองว่า ท่านควรตัดสินใจเชื่อฝ่ายใด โดยตั้งอยู่บนเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์หรือตัวบุคคล

ถ้าเราไม่คิด ประเทศนี้จะเป็นประเทศดิจิทัลอีโคโนมีได้อย่างไร ใช่ไหมครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท