
ปลดล็อกลงทุนดันเศรษฐกิจชูเอกชนนำรัฐ
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย เป็นเรื่องที่ยากกว่าที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คาดคิดไว้มากขึ้นเรื่อยๆ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย เป็นเรื่องที่ยากกว่าที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คาดคิดไว้มากขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนหน้านี้ คิดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาชุดใหญ่ ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 และ 2558 การเร่งลงทุน การจ่ายเงินชาวนาทั้งที่เป็นหนี้ค้างจ่ายก่อนหน้านี้ และล่าสุดจ่ายชาวนาครัวเรือนละ 1,000 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ที่ใช้เม็ดเงินทั้งสิ้น 4 หมื่นล้านบาท การแก้ปัญหาราคายางพาราอีก 7 หมื่นล้านบาท โดยหวังว่าจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจโตได้เกิน 2% แต่ตอนนี้มาตรการทั้งหมดที่ออกมา ทำได้แค่ดันเศรษฐกิจให้โตไม่ต่ำกว่า 1.5% เท่านั้น
ภาวะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจมีปัญหามากกว่าที่มองเห็น และอ่อนแอมากกว่าที่ประมาณการไว้ ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยคิดว่าเป็นยาโด๊ปเศรษฐกิจให้โตมากๆ เป็นได้แค่น้ำเกลือให้คนไข้ไม่หมดแรงอาการทรุดหนักเท่านั้น
ล่าสุด สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะงักงันซบเซา หรือ Stagnation เพราะคนจนไม่มีงานทำ ทำให้ไม่มีเงินใช้ คนมีรายได้น้อยมีเงินไม่พอใช้ ขณะที่คนรวยมีเงินหรือมีเครดิตก็ไม่รู้ว่าจะนำเงินหรือกู้เงินไปลงทุนอะไร ทำให้เศรษฐกิจไทยหยุดนิ่ง หรือคล้ายๆ กับภาวะเงินฝืด ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์บอกว่า น่ากลัวกว่าภาวะเงินเฟ้อ
เพราะมันแสดงให้เห็นว่า การที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจเพียงลำพัง เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และอย่างที่รู้กันว่า เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน โดยเฉพาะการส่งออกและการลงทุน เมื่อการส่งออกของไทยปีนี้ที่คาดกันล่าสุดไม่ขยายตัว หรือ 0% และการลงทุนภาคเอกชนยังติดลบ เศรษฐกิจไทยก็เข็นไม่ขึ้น และตกอยู่ภาวะชะงักงันซบเซา
สถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ จึงเกินกำลังที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนกระตุ้นอยู่ฝ่ายเดียว เพราะเม็ดเงินที่ถมลงน้อยกว่าเม็ดเงินของภาคเอกชนที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกที่ไม่ขยายตัว และการลงทุนที่ยังชะลอตัว
ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็มีข้อจำกัด มีเงินไม่เพียงพอ เพราะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้จัดเก็บรายได้มีปัญหา นอกจากนี้การลงทุนของประเทศส่วนใหญ่ต้องใช้เงินกู้ เช่น การลงทุนด้านคมนาคม 2.4 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 46% ของจีดีพี แม้ว่าจะต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง แต่หลายฝ่ายก็มองว่าความสามารถในการหารายได้ของประเทศที่อยู่ประมาณ 20% ของจีดีพี จึงไม่ควรก่อหนี้ของประเทศเกิน 50% ของจีดีพีเท่านั้น เพราะกู้เกินกว่านี้และอัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ประเทศจะมีปัญหาการชำระหนี้ได้ และส่งผลให้เครดิตประเทศมีปัญหา กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา
ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจึงมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกขีดความสามารถของประเทศ ที่หากขับเคลื่อนลงทุนโดยรัฐบาลอย่างเดียว การดำเนินการก็จะล่าช้าไม่ทันกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ดังนั้น เพื่อให้พ้นจากวิกฤตครั้งนี้ รัฐบาลต้องใช้พลังของเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดแรงส่งให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้แรงและเร็วกว่านี้
ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเร่งอนุมัติการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจำนวนหลายแสนล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่การดำเนินการยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่เม็ดเงินลงทุนจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย
การดำเนินการที่เห็นว่าน่าจะมีผลกับเศรษฐกิจของประเทศได้ไว คือ การให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยรัฐบาลต้องเป็นผู้สนับสนุนให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้อย่างสะดวกรวดเร็วกว่าที่ผ่านมา
ปัจจุบันรัฐบาลมี พ.ร.บ.ร่วมทุนรัฐและเอกชนฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับมากว่า 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนแม้แต่รายเดียวเข้าร่วมทุนกับรัฐบาลภายใต้กฎหมายนี้ สาเหตุเพราะยังไม่มีความชัดเจนของกฎหมายลูก ทั้งที่เอกชนหลายรายให้ความสนใจร่วมลงทุน ทั้งรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รถไฟฟ้าสายต่างๆ
ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ด้านกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนโครงการต่างๆ ได้เร็วกว่าเป็นอยู่ในปัจจุบัน หากผ่าทางตันนี้ไม่ได้ การเร่งเครื่องให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงๆ ก็เป็นเรื่องยาก
ที่สำคัญ การตั้งเป้าให้เอกชนมาร่วมลงทุน 7,000 ล้านบาท ถึง 1 หมื่นล้านบาท ในปีงบประมาณ 2558 ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ต่ำไป เมื่อเทียบสัดส่วนกับการลงทุนของประเทศที่มีจำนวนอีกหลายล้านล้านบาท รัฐบาลต้องปลดล็อกให้เอกชนเข้ามาร่วมโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐบาลหลายแสนล้านบาท หรือสูงถึงล้านล้านบาท เพื่อให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้นำขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ที่ผ่านมาเอกชนมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการส่งออกเป็นสำคัญ ขณะที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นรัฐบาลลงทุนเสียส่วนใหญ่ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศต้องทำอย่างเร่งรีบ ทำให้การดำเนินการลงทุนของประเทศดำเนินการช้า รัฐบาลจึงทำแต่ลำพังที่ผ่านมาไม่ได้
ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามให้เอกชนมาเป็นผู้นำด้านการลงทุนของประเทศ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้การลงทุนไม่คืบ ขีดความสามารถของประเทศก็ไม่เพิ่มขึ้น ยิ่งไปเทียบกับคู่แข่งที่มีการเพิ่มขีดความสามารถอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขีดความสามารถของประเทศไทยถอยหลัง การขยายตัวทางเศรษฐกิจมีความผันผวน จะขยายตัวได้มากเมื่อเศรษฐกิจโลกดี แต่ขยายตัวได้แย่เมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา
ดังนั้น การจะบริหารให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างยั่งยืนและรวดเร็ว รัฐบาลหนีไม่พ้นต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยที่รัฐบาลต้องไม่หลงทางใช้วิธีเดิมๆ คือ รัฐบาลมัวแต่ลงทุนโครงสร้างของประเทศเองเป็นส่วนใหญ่ และให้เอกชนเข้ามารวมลงทุนเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น การจะพลิกฟื้นของเศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากวิกฤตและขยายตัวอย่างยืน รัฐบาลต้องคิดมุมกลับ การลงทุนของประเทศต้องให้เอกชนมาเป็นผู้นำลงทุนมากกว่ารัฐบาล โดยรัฐบาลเป็นเพียงผู้สนับสนุนปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ และอำนวยความสะดวกให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้ เพื่อให้เศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน







