
ปลัดสธ.ซัดการเงินนำหน้าระบบสุขภาพสร้างความทุกข์
หมอณรงค์อัดบางหน่วยงานใช้เงินนำหน้าสร้างความทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ ลือสสจ.เตรียมขึ้นป้ายอัดสปสช.ทั่วประเทศ
หมอณรงค์อัดบางหน่วยงานใช้เงินนำหน้าสร้างความทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ ลือสสจ.เตรียมขึ้นป้ายอัดสปสช.ทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่โรงแรมเซนทรา ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยตอนหนึ่งระหว่างมอบนโยบายให้กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปว่า สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือ ระบบการเงินการคลังที่ใช้ในการบริหารจัดการระบบสุขภาพของประเทศ ได้สร้างความทุกข์ให้กับทั้งประชาชน รวมถึง หน่วยงานและองค์กรด้านสุขภาพทั้งหมด โดยมีความคิดเห็นแตกต่างชัดเจน 2 แนวทาง คือ 1.ต้องการใช้การเงินการคลังนำการบริการสุขภาพของประชาชน คือจัดบริการแล้วไปรับเงิน และ 2.ให้บริการนำหน้า และใช้การเงินการคลังหนุนเสริมการให้บริการประชาชน ซึ่งถึงเวลาแล้วที่คนในสธ.จะต้องตัดสินใจว่าจะใช้แนวคิดใดในการบริหารจัดการ
“ยืนยันว่าสธ.ไม่เคยต้องการนำเงินเข้ามาไว้ที่สธ.เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องจัดสรรผ่านเขตบริการสุขภาพ และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมระหว่างสธ. และสปสช. ว่าจะบริหารจัดการระบบการเงินการคลังอย่างไรให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด”ปลัดสธ.กล่าว
นพ.ณรงค์ ยังได้กล่าวถึงการสร้างระบบธรรมาภิบาลในสธ. ว่าที่ผ่านมาได้มีการสร้างความเข้มแข็งของข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข ในยุคที่ไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศ โดยได้จัดตั้ง”ประชาคมสาธารณสุข” เพื่อรวม 30 องค์กรเครือข่ายเข้ามาร่วมกันทำงาน เพื่อสร้างธรรมาภิบาล ในยุคที่ไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศ โดยมีจุดยืนร่วมกันคือ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” และ “ไม่เอารัฐบาลโกงประชาชน” ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
“ก้าวต่อไปหลังจากนี้ จะต้องมีการตรวจสอบงบประมาณในระบบสุขภาพทั้งหมด โดยงบประมาณทั้งหมดขณะนี้ประมาณ 2 แสนล้านบาท เป็นของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกว่า 1.2 แสนล้านบาท และ สธ. 8หมื่นล้านบาท ซึ่งหากต้องการให้เกิดธรรมาภิบาล ก็ต้องมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนตรวจสอบว่าการใช้เงินทั้งหมด ได้ใช้ตามวัตถุประสงค์ หรือถึงประชาชนจริงหรือไม่ รวมถึงมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่” ปลัดสธ.กล่าว
ทั้งนี้ ภายหลัง นพ.ณรงค์ พูดจบได้มีข้าราชการจำนวนหนึ่งลุกขึ้นยืนปรบมือ
ขณะที่ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา การบริหารงานของสปสช. ในการจัดการงบกองทุนได้ผ่านการมีส่วนร่วมในรูปแบบคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพเขต (อปสข.) ซึ่งมีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมด้วยตลอดมา โดยงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวปี 2557 ผ่านการมีส่วนร่วมจากอปสข. 38% และในงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2558 จะผ่านการมีส่วนร่วมจากประชาชนมากถึง 83% ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินตามความต้องการของพื้นที่
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลัง คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีมติร่วมกันในการตั้ง “คณะทำงานประสานงานการบริหารจัดการกองทุนปี 2558” และได้แต่งตั้งคณะทำงานทั้งจากสธ.และสปสช. โดยมี นายอาณัต วิลาสินีวรรณ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะทำงาน และจะมีการเชิญประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุม นพ.บัญชา ได้เสนอให้มีการเจรจาข้อเสนอการจัดสรรงบขาลง เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปเขตสุขภาพของ สธ. โดยหาก สปสช.พิจารณาแล้วว่าข้อใดที่ตกลงร่วมกันได้ก็ยุติ และนำมาเสนอต่อทางคณะอนุกรรมการฯ เพื่อเสนอต่อบอร์ด สปสช.รับรองต่อไป แต่ในข้อเสนอที่ไม่สามารถตกลงได้ อาจต้องตั้งคนกลางที่เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งเสนอให้ นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง บอร์ดสปสช. เป็นประธานเพื่อไกล่เกลี่ยหาข้อยุติ
ทั้งนี้ข้อเสนอ สธ.ในการปรับวิธีการจัดสรรงบขาลงปี 2558 ที่ได้เสนอต่อ สปสช.ก่อนหน้านี้ คือ 1.เป็นการทำข้อตกลงระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับ สปสช.ภายใต้การกำหนดเป้าหมายผลลัพธ์สุขภาพระดับประเทศ โดยสปสช.ทำหน้าที่จ่ายเงิน ส่วนสธ.ทำหน้าที่รับผิดชอบจัดระบบบริการ 2.ในส่วนงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว ขอยุบรายการย่อยที่ปัจจุบันมี 9 แถว ให้เหลือเพียง 4 แถว ได้แก่ 1.บริการผู้ป่วยนอก 2. บริการผู้ป่วยใน 3 การสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค 4.เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 และ 3.บริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติภายใต้การบริหารในรูปแบบเขตสุขภาพและบูรณาการงบประมาณจากทุกแหล่งเงิน
ขณะที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า องค์กรตระกูล ส. ถือเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สธ. ซึ่งต้องทำงานใกล้ชิดกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ส่วนการมีความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งหากขัดแย้งเรื่องใดก็ต้องนำหลักฐานมาพูดคุยกัน เพื่อยุติข้อขัดแย้ง
ทั้งนี้ ระบบสาธารณสุขถือเป็นเรื่องซับซ้อน และการที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรมว.สธ. ไม่ได้อยู่ข้างใด แต่ต้องการให้เกิดความสามัคคี และทำงานร่วมกันทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมามากกว่า
ขณะที่ มีรายงานว่า มีการสั่งการจากข้าราชการระดับสูง ในสธ. เพื่อให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ขึ้นป้ายต่อต้านการบริหารจัดการการเงินการคลัง ตามรูปแบบของสปสช. รวมถึงอาจมีการนำเจ้าหน้าที่สธ. ไปประท้วงหน้าสำนักงานสปสช.เขตทั่วประเทศ หลังจากเริ่มต้นครั้งแรกไปแล้วที่สปสช.เขต 12 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา







