
ดึงต้นทุน"เทียนฉาย"ลดแรงเหวี่ยงปฏิรูป
หลังจากผ่านกระบวนการคัดสรร และเฟ้นหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หลังจากผ่านกระบวนการคัดสรร และเฟ้นหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาร่วมๆ 2 เดือน จนได้สมาชิก สปช.ครบ 250 คน เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ในสัปดาห์นี้ถือได้ว่า สปช.จะเริ่มนับหนึ่งของการทำงานอย่างเป็นทางการ โดยจะนัดประชุมนัดแรกในวันที่ 21 ต.ค.เพื่อเลือกประธาน สปช. 1 คนและรองประธาน สปช.อีก 2 คน รวมทั้งหมด 3 ตำแหน่ง
ตำแหน่งประธาน สปช.ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับ “เทียนฉาย กีระนันทน์”อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลัง “ชัยอนันต์ สมุทวณิช” ถอนตัวจากการชิงตำแหน่งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ สปช.ถูกครหาจากฝ่ายการเมืองในอนาคต หากตัวเองเกิดจับพลัดจับผลูได้ตำแหน่งประมุข สปช.ขึ้นมา
เมื่อเส้นทางการสู่เก้าอี้ประธาน สปช.ปราศจากอาจารย์ชัยอนันต์ จึงทำให้ชื่อ “เทียนฉาย” โดดเด่นขึ้นมาทันที โดยไม่มี สปช.คนไหนเสนอตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิง ซึ่งสมาชิก สปช.ส่วนใหญ่ก็ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าชั่วโมงนี้อาจารย์เทียนฉาย คือ คนที่ใช่ที่สุดกับภารกิจผู้นำการปฏิรูปประเทศ
ความโดดเด่นของอาจารย์เทียนฉายในเวลานี้ เป็นเพราะผลงานทางวิชาการที่ผ่านมาในฐานะนักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะในมิติเรื่องการพัฒนาการศึกษา ทรัพยากรมนุษย์ และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นสิ่งที่ตรงกับแนวทางการปฏิรูปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการปฏิรูปประเทศ โดยเริ่มจากโครงสร้างที่สำคัญอย่างการศึกษา
ตัวอย่างงานวิชาการของอาจารย์เทียนฉายที่เกี่ยวข้องกับที่มีความน่าสนใจเห็นจะเป็นเรื่อง “วิถีใหม่ในการจัดการศึกษาของชาติ” ซึ่งอาจารย์เทียนฉายได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า “การคลังเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะการพิจารณาด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจถึงความเหมาะสมของการกำหนดราคาให้สะท้อนต้นทุนการผลิตมากขึ้น ความเหมาะสมของสัดส่วนการแบ่งรับภาระต้นทุนการผลิตระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการการศึกษา
การปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก ‘รัฐสวัสดิการ’ มาเป็น ‘เสรีนิยม’ ทางการศึกษาให้มากขึ้น โดยคงสภาพการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เฉพาะระดับและประเภทการศึกษาที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ และเน้นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเฉพาะแก่ตัวบุคคลด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ มากกว่าการให้ความช่วยเหลือเป็นวงกว้างในระนาบการศึกษา”
นอกเหนือไปจากเหตุผลในทางวิชาการที่ทำให้ชื่อของอาจารย์เทียนฉายดูโดดเด่นมากกว่าใครแล้ว ยังมีเหตุผลในทางการเมืองด้วย กล่าวคือในช่วงการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ล่าสุด 2 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 อาจารย์เทียนฉายไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ประกอบกับไม่ปรากฏบทบาทในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ส่งผลให้อาจารย์เทียนฉายไม่ได้รับความบอบช้ำทางการเมืองและไม่ถูกผลักให้ไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
จุดแข็งเรื่องความใหม่ ความสด ที่ไม่เคยถูกจัดอยู่ฝ่ายทางการเมืองมาก่อน ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือก “เทียนฉาย” มาคุม สปช.โดยไม่ลังเล
ทั้งนี้ เพื่อใช้ความเป็นนักวิชาการของ “เทียนฉาย” มาลดภาพการครอบงำสภาปฏิรูปของทหาร และเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของ สปช.ให้มีความเป็นกลางเพื่อเดินหน้างานปฏิรูปประเทศให้ได้ โดยสร้างความยอมรับจากทุกฝ่าย
ขณะที่ตำแหน่งรองประธาน สปช.คนที่ 1 ถ้า “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ไม่ถอนตัวจากการถูกเสนอชื่อลงกลางทางเสียก่อน ก็ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด
สำหรับอาจารย์บวรศักดิ์ได้รับเสียงสนับสนุนให้ทำงานทั้งในตำแหน่งรองประธาน สปช.คนที่ 1 และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำมาจากคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ผ่านที่ประชุม สปช.ได้โดยไม่ยากลำบาก พร้อมกับช่วยกลั่นกรองร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ สปช.ต้องเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย ดังนั้นอาจารย์บวรศักดิ์จึงถูกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
ส่วนการชิงเก้าอี้รองประธาน สปช.คนที่ 2 ถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่มีสีสัน เมื่อเป็นการต่อสู้กันเองของ “สุภาพสตรี”
สปช.จำนวนไม่น้อยต้องการให้ผู้หญิงได้ขึ้นตำแหน่งผู้บริหารในงานนิติบัญญัติบ้าง หลังจาก สนช.มีผู้บริหารเป็นผู้ชายไปแล้ว และตำแหน่งประธาน สปช. รองประธาน สปช.คนที่ 1 กำลังจะเป็นของผู้ชายทั้งหมด จึงถึงเวลาที่ควรเปิดทางให้ผู้หญิงได้มีโอกาสบ้าง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางเพศ
“ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ” อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน “ทัศนา บุญทอง” อดีตรองประธานวุฒิสภา และ “พจนีย์ ธนวรานิช” อดีตรองประธาน สนช. ปี 2549 เป็นรายชื่อสุภาพสตรี 3 คน ที่มีการถกเถียงกันอยู่ในวง สปช.เวลานี้
ถ้าเปรียบเทียบในด้านคุณวุฒิของทั้ง 3 คน นับว่ามีความสูสีใกล้เคียงกัน ในฐานะที่ต่างคนต่างผ่านตำแหน่งใหญ่มาเหมือนกัน
แต่ในด้านเสียงสนับสนุนต้องยอมรับว่า “ทัศนา” ได้เปรียบกว่าคนอื่นอยู่เล็กน้อย เนื่องจากมีอดีต สว.ในสมัยที่ทัศนาทำหน้าที่เป็นรองประธานวุฒิสภาเข้ามาทำงานใน สปช.เป็นจำนวนมากอยู่พอสมควร หากอดีต สว.กลุ่มนี้สามารถสร้างเครือข่ายและต่อยอดคะแนนให้กับทัศนาได้ ตำแหน่งรองประธาน สปช.คนที่ 2 คงไม่หนีไปไหน
ขณะที่เก้าอี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คน ที่ สปช.มีโควตาถึง 20 คน มีทิศทางที่บ่งบอกว่าเกิดการแข่งขันดุเดือดไม่น้อย เพราะต่างเสนอตัวเข้าไปทำงานใหญ่ล้นหลาม แม้ว่าจะต้องแลกกับการห้ามดำรงตำแหน่งในทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี ก็ตาม
ต้องจับตาไปที่เครือข่ายของสถาบันพระปกเกล้าที่อาจยกทีมเข้ามาอยู่ในกรรมาธิการ ยกร่างฯ ไม่ว่าจะเป็น “วุฒิสาร ตันไชย” รองเลขาธิการ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 “ถวิลวดี บุรีกุล” ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา และ “พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ” ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของอาจารย์บวรศักดิ์ว่าที่ประธานคณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ ส่วนกลุ่มอดีต สว.ที่แสดงความประสงค์ก็มีทั้ง “คำนูณ สิทธิสมาน” “ไพบูลย์ นิติตะวัน”
นอกจากนี้ เริ่มมีการเสนอชื่อ “พิสิฐ ลี้อาธรรม” อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กลับเข้ามาทำหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญอีกครั้ง โดยอาจารย์พิสิฐเคยมีบทบาทสำคัญในอดีต คือ การวางแนวคิดเกี่ยวกับการกำกับดูแลวินัยการเงินการคลังของประเทศที่อยู่ในหมวด5 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเที่ยวนี้อาจารย์พิสิฐจะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากกับการแปลงแนวคิดการควบคุมนโยบายประชานิยมมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า แม้ สปช.จะยังไม่มีตัวผู้นำอย่างเป็นทางการ แต่การจัดสรรทรัพยากรบุคคลและกระบวนการปฏิรูปนั้นมีความพร้อมอย่างถึงที่สุด เหลือเพียงจะทำออกมาอย่างไรไม่ให้เสียของเท่านั้น







