
"อีโบลา" ถล่ม ศก.โลกป่วยหวั่นเสียหายรุนแรงกว่า"ซาร์ส"
การระบาดของไวรัส “อีโบลา” ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก
โดย...เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม
การระบาดของไวรัส “อีโบลา” ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิ้ลยูเอชโอ) พบว่า เฉพาะพื้นที่แอฟริกาตะวันตก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4,555 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อพุ่งสูงถึง 9,216 คน และเริ่มพบผู้ติดเชื้อไวรัสมรณะในทวีปอื่น ไล่เรียงมาตั้งแต่สหรัฐไปจนถึงประเทศสเปน ในทวีปยุโรป ทำให้ทั่วโลกต้องใช้มาตรการเข้มงวดบริเวณสถานีขนส่งและสนามบิน
ก่อนหน้านี้ สถาบันบรูกกิงส์ได้รวบรวมความเสียหายที่เกิดจากการระบาดของโรคซาร์สเมื่อ 12 ปีที่แล้ว พบว่า เกิดการแพร่ระบาดกว่า 24 ประเทศทั่วโลก มีผู้เสียชีวิต 774 คน จากจำนวนผู้ติดเชื้อประมาณ 8,100 คน และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นมูลค่าสูงถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ดี มาร์วิน บาร์ธ นักวิเคราะห์จากบาร์เคลย์ส ลอนดอน ระบุว่า ถ้าอีโบลาระบาดรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ น่าจะสร้างความเสียหายที่รุนแรงมากกว่าโรคซาร์ส
ขณะนี้ การระบาดของอีโบลากลายเป็นวาระสำคัญในการประชุมระดับโลก โดย จิมยองคิม ประธานธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเมินความเสียหายว่า ถ้าการระบาดออกจากกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน ไปยังเพื่อนบ้านอย่าง ไนจีเรีย และเซเนกัล ภายในสิ้นปี 2015 ก็จะสร้างความเสียหาย 3.26 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 ล้านล้านบาท)
เมื่อพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก พบว่า เซียร์ราลีโอน ที่เคยมีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 14% ก่อนการระบาด กลับต้องทุ่มงบราว 3.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไปกับการต่อสู้กับโรคร้าย และถ้าการระบาดยังคงขยายตัว เวิลด์แบงก์คาดว่า เศรษฐกิจน่าจะเสียหายเป็นมูลค่าถึง 8.9% ของจีดีพีเลยทีเดียว
สำหรับไลบีเรีย เดิมเศรษฐกิจเคยขยายตัวถึง 10% ตั้งแต่ปี 2005 แต่มหันตภัยอีโบลาทำให้ไลบีเรียต้องเสียค่าใช้จ่ายในสงครามไวรัสมรณะนี้ถึงราว 12% ของจีดีพี ส่วนในกินี ก็เหมือนระเบิดที่ถล่มงบประมาณประเทศไปถึง 142 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.3% ของจีดีพีเช่นกัน
นอกจากนั้น อุตสาหกรรมสำคัญๆ ในกาฬทวีป ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดย เอลวิน มีร์ซาเยฟ ผู้เชี่ยวชาญการจัดการความเสี่ยงทางการเงิน ระบุว่า 3 ประเทศ ที่เป็นพื้นที่ระบาดรุนแรง และเพื่อนบ้าน ต่างได้รับผลกระทบตั้งแต่การหดตัวของตลาดแรงงาน จากการเสียชีวิต เจ็บป่วย หรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทางสาธารณสุข การอพยพย้ายถิ่นฐานจากความตื่นตระหนก และการปิดพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและนำเข้าสินค้าต่างๆ
ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก คงหนีไม่พ้น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ที่สร้างรายได้อย่างงดงาม เนื่องจากบริษัทหลายแห่งตัดสินใจเลื่อนแผนการขยายกำลังการผลิต ตามมาด้วย ภาคการเกษตร จากเหตุการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการชะลอการลงทุน และส่งผลให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนอาหารด้วย ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการก็ซบเซาอย่างหนักจากการยกเลิกเที่ยวบินและโรงแรมที่จองไว้
บลูมเบิร์กรายงานว่า กรณีอีโบลาลามออกนอกแอฟริกา เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นในสหรัฐและยุโรปผันผวน โดยเฉพาะหุ้นสายการบินและการล่องเรือสำราญ หลังพบว่ามีผู้ติดเชื้อโดยสารเครื่องบินเดินทางก่อนที่จะได้รับการยืนยันผลว่าป่วย โดยดัชนีสายการบินสหรัฐของบลูมเบิร์กปรับลดลงมากที่สุดถึง 4.2% จากเหตุดังกล่าว
ทั้งนี้ รายงานของหน่วยงานผู้ให้บริการเที่ยวบิน (โอเอจี) ตีพิมพ์เมื่อปี 2011 พบว่า การระบาดของโรคซาร์สในปี 2003 ต้องใช้เวลาในการกู้ความเชื่อมั่นจากความวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางถึง 4 เดือน ขณะที่การระบาดของไข้หวัดเม็กซิกัน หรือไข้หวัดหมู ราวปี 2009 ก็ต้องใช้เวลาเกือบ 8 เดือน ในการฟื้นคืนความเชื่อมั่นในการเดินทางของสายการบิน
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหน่วยงานใดแน่ใจว่า ผลกระทบจากการระบาดของอีโบลาจะสร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด และจะเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กลับมาได้เร็วเพียงใด
สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวทั่วโลกนั้น ไมเคิล แมคคอร์มิคก์ ผู้อำนวยการบริษัทด้านการท่องเที่ยวในเวอร์จิเนีย กล่าวว่า ได้เฝ้าติดตามผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ พร้อมทั้งสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดการบริษัทท่องเที่ยว 421 แห่ง พบว่า มีเพียง 18% ของผู้ตอบแบบสำรวจเท่านั้น ที่ระบุว่า สามารถรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้
หากมองในด้านเอเชียก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยจากปัญหาการระบาดของอีโบลาเช่นกัน บทบรรณาธิการของบลูมเบิร์กให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งกับแอฟริกา รวมทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ขึ้นอยู่การหมุนเวียนอย่างเสรีของสินค้าและแรงงาน ดังนั้นการระบาดของอีโบลาจึงเป็นปัจจัยที่จะฉุดให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเอเชียไม่เติบโตตามที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์การระบาดของอีโบลากลับส่งผลให้หุ้นของบริษัทกลุ่มเวชภัณฑ์ดีดตัวขึ้น ซีเอ็นเอ็นมันนี่ก็ได้รวบรวมรายชื่อบริษัทยาที่ได้รับอานิสงส์จากการระบาดของโรคร้ายดังกล่าว พบว่า หุ้นของบริษัท เทคมิราฟาร์มาซูติคอลส์ คอร์ป ผู้ผลิตยาทีเคเอ็มอีโบลา ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (เอฟดีเอ) ให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินได้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 18% เมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค. หรือทะยานขึ้นถึง 180% นับตั้งแต่กลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เมื่ออุปสงค์ในตลาดยาและเวชภัณฑ์ยังมีอยู่มาก จึงส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตยาต่างก็แข่งขันกันในการพัฒนายารักษาโรคดังกล่าว
แม้กระทั่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ผลิตถุงมือยาง หรือชุดสำหรับสวมใส่เพื่อป้องกันการสัมผัสผู้ติดเชื้อ ก็ยังได้รับอานิสงส์ถ้วนหน้าจากความต้องการสินค้าจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น หุ้นของอุตสาหกรรมเลกแลนด์ ผู้ผลิตชุดป้องกันการสัมผัสเชื้อและวัตถุอันตราย ก็ทะยานสูงถึง 30% เมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
“อีโบลา” จึงถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สามารถสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่อาจฟื้นตัวอย่างสดใสนัก ให้กลับมาป่วยหนักได้อีก เพราะไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขที่พุ่งทะยานแบบก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ต้นทุนที่เกิดจากความหวาดกลัวและตื่นตระหนกของผู้คน ก็เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อธุรกรรมเชิงพาณิชย์ในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก จนกระทบเป็นลูกโซ่ อันจะเป็นแรงกระเพื่อมไปถึงตัวเลขจีดีพีโลก







