
ปชป.แฉทหารเฉยหลังข้อมูลอิทธิพลโยงทำลายป่า
“วิลาศ” งัดหลักฐาน มัดทำลายป่าอีสาน เผยแจ้งทหารยังเฉย ขีดเส้น 1 สัปดาห์ไม่คืบแฉยกแก๊ง
“วิลาศ” งัดหลักฐาน มัดทำลายป่าอีสาน เผยแจ้งทหารยังเฉย ขีดเส้น 1 สัปดาห์ไม่คืบแฉยกแก๊ง
นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาได้ติดตามเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ภาคอีสาน พร้อมลงพื้นที่หาข้อมูลพบว่ามีการนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์ ใบเลื่อยขนาด 2030 นิ้ว ทั้งที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายและหลบหลีกภาษี เพราะยุค พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ปิดป่า ได้ออกกฎหมายห้ามนำเลื่อยยนต์เข้าราชอาณาจักรโดยเด็ดขาด จนเมื่อไทยมาบูมทำสวนยาง ก็ได้อนุญาตให้นำเข้าเลื่อยยนต์ได้ขนาด ไม่เกิน 12 นิ้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำข้อมูลที่ได้แจ้งให้นายพลทหารที่รับผิดชอบพื้นที่ของร้านค้าเลื่อยยนต์เหล่านี้ แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา เมื่อกลับไปร้านค้าดังกล่าวอีกครั้ง พบว่ามีการติดกล้องวงจรปิด 4 จุด พร้อมเครื่องตัดสัญญาณการอัดเสียงและมีคนเดินประกบตลอด
นายวิลาศ กล่าวว่า จากการสอบถามไปยังพนักงานในร้านว่ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ทำผิดกฎหมาย คนในร้านตอบกลับมาว่า “ทหารก็กินข้าวเหมือนกัน และเรื่องนี้เคลียร์ได้กับทุกระดับ” จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นเช่นนี้นโยบายปราบปรามการทุจริตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะทำได้จริงหรือไม่ เพราะถือว่าข่าวรั่วหรือไม่ เนื่องจากคนที่รู้เรื่องนี้มีทีมงานของเขา 4 คน ส่วนที่เหลือเป็นนายพลทหารทั้งหมด แต่เชื่อว่าไม่ได้รั่วจากตรงนั้น ก็อยากฝากนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้รีบแก้ไข เพราะจะกลายเป็นว่าพวกที่ใจถึง เงินถึง บารมีถึง จะอยู่รอดปลอดภัย นโยบายก็ไร้ประโยชน์
นายวิลาศ กล่าวอีกว่า มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายและเสียงการสนทนาระหว่างลงหาข้อมูล โดยทำทีไปขอซื้อเลื่อยยนต์ในพื้นที่เพื่อนำไปใช้ตัดต้นยาง ซึ่งมีรายชื่อชัดเจนว่าเสียงสนทนาดังกล่าวเกี่ยวข้องโยงถึงใครบ้าง โดยจะให้เวลารัฐบาลสะสาง 1 สัปดาห์ จากนั้นถ้าไม่คืบหน้าจะเปิดเผยผ่านสื่อว่ามีนายทหารชื่ออะไรบ้าง โดย ช่วงบ่ายของวันที่ 20 ต.ค. จะเดินทางเข้าพบ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กระทรวงเพื่อให้ข้อมูล
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าระหว่างที่นายวิลาศจะแถลงข่าวนี้ได้มีโทรศัพท์จากระดับบิ๊กทหารคนหนึ่งขอร้องไม่ให้แถลงข่าว ซึ่งนายวิลาศได้ตอบปฏิเสธไป โดยระบุว่า ได้นัดนักข่าวไว้แล้ว พร้อมชี้แจงว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างไม่มีกำลังใจในการทำงานและขาดแรงกระตุ้นไปถึงระดับบน และงานนี้เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล







