
ตำรวจขู่จับเจ้าหนี้ขูดดอกเกินเหตุ
ส่งเจ้าหน้าที่สแกนเจ้าหนี้นอกระบบห้ามเก็บเกินกม.
ส่งเจ้าหน้าที่สแกนเจ้าหนี้นอกระบบห้ามเก็บเกินกม.
ตำรวจเพิ่งตื่นตัวขู่จับจริงเจ้าหนี้นอกระบบ
พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ตำรวจทั่วประเทศลงพื้นที่ติดตามสืบสวนและปราบปรามจับกุมบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนด รวมทั้งผู้นำเงินหรือทรัพย์สินไปให้กู้และผู้ติดตามทวงหนี้ ที่มีพฤติการณ์ข่มขู่ ประทุษร้าย ใช้ความรุนแรง โดยให้ตำรวจดำเนินการอย่างเข้มงวดและจริงจัง
ทั้งนี้ ให้ทุกสถานีตำรวจต้องบันทึกฐานข้อมูล เจ้าหนี้ และข้อมูลบุคคลตามหมายจับบุคคลพ้นโทษ หรือผู้ต้องหาในความผิดดังกล่าวและกำหนดมาตรการเชิงรุกในการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
“ประชาชนที่มีเบาะแสหรือข้อมูลข่าวสาร หรือได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำผิดในลักษณะการปล่อยเงินกู้นอกระบบโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งสายด่วน ปคบ. 1135 และสายด่วน 1599 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” พล.ต.อ.วรพงษ์ กล่าว
ด้าน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขหนี้ครัวเรือนว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอาจจะต้องพูดกันในระยะยาวบ้าง เพราะต้องดูที่โครงสร้าง ซึ่งต้องดูทั้งรายได้ รายจ่าย การประกอบอาชีพ และการวางแผนทางการเงิน อย่างที่มีการพูดกันในการสัมมนาของธปท.ที่ผ่านมาก็มีผลการศึกษาระบุว่า หนี้สูงในภาคอีสาน โดยเฉพาะครัวเรือนในภาคการเกษตรที่รายได้ไม่พอรายจ่าย ซึ่งก็มีการดูกันไปถึงการสร้างอาชีพให้เขามีรายได้เพิ่ม รวมถึงการให้ความรู้ทางการเงิน การวางแผนทางการเงิน ที่ต้องเชื่อมโยงไปถึงโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนในการนำไปประกอบอาชีพ ซึงโครงสร้างที่ว่านี้บางส่วนอยู่ในบริบทของธปท. และบางส่วนก็อยู่ในบริบทของประเทศโดยรวม
ทั้งนี้ หากดูเฉพะส่วนของธปท. ก็ต้องดำเนินนโยบายการเงินให้เหมาะสม เพราะถ้าดอกเบี้ยต่ำไปคนอาจจะรู้สึกว่าเงินราคาถูกไปอาจจะไปก่อหนี้เพิ่มมากก็เป็นได้ ฉะนั้น การพิจารณาดอกเบี้ยต้องคำถึงถึงการก่อหนี้ด้วย เพื่อไม่ให้หนี้กระทบต่อเสถียรภาพ หรือถ้าปล่อยดอกเบี้ยสูงเกินไปก็กระทบได้ รวมไปถึงการเพิ่มเสถียรภาพของสาบันการเงินก็เกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้การให้ความรู้ทางการเงิน การร่วมมือกับที่ทำหน้าที่ปราบปรามเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาดูแล
“แต่บริบทใหญ่ของเรื่องหนี้ คือ การสร้างรายได้ การทำมาหากิน ดังนั้น แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงมีทั้งแนวทางที่ ธปท.พอทำได้ คือ 1.การกำหนดดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสม 2.การดึงสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาในระบบข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งมีข้อดี คือ จะได้รู้ว่าครัวเรือนมีหนี้เท่าไร ซึ่งธปท.จะต้องเดินสายชักชวนองค์กรหรือตัวที่ไปเพิ่มหนี้ปล่อยกู้ให้กับครัวเรือนเยอะๆเข้ามาอยู่ในระบบเครดิต และ 3.เปิดเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์เปิดสาขาได้ในรูปแบบที่กว้างขึ้น เช่น อาจจะไม่ต้องมีสาขา หรือมีสาขาก็ไม่ต้องทุกธุรกรรม อาจจะมีพนักงานแค่ 2 คนก็ทำงานได้ ให้การปล่อยกู้พิจารณาที่มีประสิทธิมากขึ้น ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้นซึ่ง
การทำให้หนี้เข้ามาอยู่ในระบบจะทำให้รู้ข้อมูลหนี้ดีต่อผู้กู้และผู้ให้กู้ รู้ยอดหนี้ของคนที่มาขอกู้ว่ามีหนี้เยอะเกินไปแล้วหรือไม่ ควรปล่อยกู้หรือไม่ ทำให้เรามีหนี้ที่จากปล่อยกู้ที่วิเคราะห์ข้อมูลที่ดีขึ้น ทำให้หนี้มีคุณภาพดีขึ้นทั้งหมดจะช่วยให้หนี้ไม่มากระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ล่าสุด ธกส.ก็สนใจจะเข้าศูนย์ระบบข้อมูลเครดิตแล้ว ” นายประสาร กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า การมีหนี้ครัวเรือนสูงจะกดดันทิศทางดอกเบี้ยนโยบายปรับสูงขึ้นไปอยู่ในระดับปกติหรือไม่นั้น คงต้องประเมินในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)เป็นระยะๆ แต่ถ้าดูจาก 2 ปีก่อนที่ทางรัฐมนตรีคลังอยากให้ธปท.ลดดอกเบี้ย ซึ่งตอนนั้นการขยายตัวของสินเชื่อครัวเรือนสูงถึง 20% สินเชื่อรถยนต์ขยายตัว 26% ขณะที่สินเชื่ออื่นๆที่เกี่ยวกับการบริโภคขยายตัว 15-20% ซึ่งธปท.มองว่ายิ่งลดดอกเบี้ยสินเชื่ออาจจะขยายตัวเร็วขึ้น อย่างไรก็ดี ในจังหวะที่เหมาะสมในปีถัดมาธปท.ก็ปรับลดอกเบี้ยลง 3 ครั้ง แต่ระดับหนี้เพื่อการบริโภคลดลงมาเหลือหลักเดียวไม่ได้เร่งตัวสูง ส่งให้ต่อมาที่ที่แล้วธปท.เกล้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนยังสูง ดังนั้น เรื่องนี้ต้องติดตามดูตามการประเมินเป็นช่วงๆ
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่เข้าระบบข้อมูลเครดิตมีเพียงธนาคารออมสินแห่งเดียว โดยหนี้ครัวเรือนปัจจุบันอยู่ที่ 83% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าหนี้จะแตะ 85% ของจีดีพีในสิ้นปีนี้ เพิ่มเป็น 86-87% ในปีนหน้า







