
สังคมทัณฑ์กับประชาทัณฑ์
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
วิธีควบคุมพฤติกรรมมนุษย์มีอยู่มากมาย
วิธีแรกสุดเมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นสังคมครั้งแรกๆ ที่เรียกว่ายุคหินนั้น ก็คือ “มโนสำนึก” หรือการคิดยับยั้ง ปรับเปลี่ยน และแก้ไข ได้ด้วยตัวของมนุษย์แต่ละคนนั้นนั่นเอง ที่นักมานุษยวิทยาบางท่านเรียกว่า “ศีลธรรมในยุคหิน” ได้แก่ การช่วยกันทำมาหากิน (ล่าสัตว์ ปลูกพืช) การเลี้ยงดูลูก การสร้างครอบครัว การป้องกันอันตรายจากสัตว์และภัยธรรมชาติ ตลอดจนการสร้างชุมชน และมีระบบการปกครองแบบง่ายๆ คือให้คนที่แข็งแรงเป็นหัวหน้าหรือผู้ปกครอง
บางทีหัวหน้าก็สร้างกฎขึ้นใช้ในชุมชนนั้น
ต่อมาเมื่อชุมชนขยายตัว เช่น การขยายพื้นที่ล่าและเลี้ยงสัตว์ หรือการขยายพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งการขยายพื้นที่เพื่อการครอบครองให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อย่างที่เรียกว่า “การแผ่ขยายอาณาเขต” เพื่อแสดงกำลังและเป็นการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับชุมชนของตน ก็เกิดการกระทบกระทั่ง ถ้าชุมชนใดยอมสยบก็ต้องยอมรับกฎของชุมชนผู้รุกรานนั้น เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ต่อไป แต่ถ้าไม่ยอมสยบก็ต้องสู้รบกัน ผู้ชนะก็เข้าครอบครองดินแดนของผู้แพ้
เกิดการสร้างเมือง เมืองหลายเมืองรวมเป็นแว่นแคว้นหรืออาณาจักร เกิดสภาพสังคมที่เรียกว่า “รัฐ” จึงจำเป็นจะต้องมีกฎระเบียบที่มากขึ้น บ้างก็เป็นการตกลงระหว่างเมืองต่างๆ ที่มารวมตัวกัน บ้างก็เกิดจากผู้ปกครองของเมืองที่ใหญ่กว่าหรือผู้ชนะนั้นเป็นผู้กำหนด กระทั่งพัฒนามาเป็นกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
แต่ “มโนสำนึก” ก็ยังคงความสำคัญและเป็นกฎระเบียบที่ยึดครองจิตใจมนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย โดยเมื่อสมัยโบราณได้มีผู้นำในการสร้างมโนสำนึก ด้วยการวางรากฐานความเชื่อความคิดเพื่อการปฏิบัติระหว่างมนุษย์ด้วยกัน รวมถึงการแสวงหาจุดมุ่งหมายต่างๆ ในชีวิต เกิดเป็นลัทธิและศาสนาต่างๆ ซึ่งนักสังคมวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า “กฎศีลธรรม”
แต่ว่า “กฎศีลธรรม” ก็ไม่สามารถควบคุมกิเลสตัณหาที่พอกพูนถมทับ “มโนสำนึก” จนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเสื่อมโทรมไป จึงต้องมี “กฎหมาย” ขึ้นมาเป็นแรงเสริม อย่างไรก็ตามในแนวคิดของนักรัฐศาสตร์ กฎหมายคือกฎระเบียบที่ผู้ปกครองสร้างขึ้น ดังนั้นจุดมุ่งหมายจึงอาจจะไม่ใช่การควบคุมความประพฤติของผู้ใต้ปกครองโดยตรง แต่อาจจะเป็นด้วยเหตุผลเพื่อการบังคับและครอบครองเป็นสำคัญ รวมทั้งการแสดงอำนาจให้น่าเกรงกลัว สิ่งนี้เรียกว่า “เหตุผลแห่งรัฐ” อันเป็นแนวคิดด้านนิติปรัชญาในยุคแรกๆ
“นิติปรัชญา” แปลว่า แนวคิดในการที่มีกฎหมายขึ้นใช้แก่มนุษย์ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในยุคแรกมีขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ปกครอง หรือ “เหตุผลแห่งรัฐ” แต่ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นและมีปัญหาต่างๆ สลับซับซ้อนมากขึ้น เช่น อาชญากรรม และความขัดแย้งแย่งชิงต่างๆ รัฐหรือผู้ปกครองจึงต้องออกกฎหมายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาสังคมและควบคุมความประพฤติของผู้คน นิติปรัชญาในยุคต่อมาจึงเป็นเรื่องของ “เหตุผลแห่งสังคม” ตามสภาพความเลวร้ายของปัญหา บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า “เมื่อสังคมเลวร้ายมากขึ้น ก็ต้องสร้างกฎหมายเพิ่มขึ้น” ถึงขั้นที่มีปราชญ์บางท่านกล่าวว่า “สังคมใดที่มีกฎหมายมาก ก็แสดงว่าสังคมนั้นเลวร้ายเป็นอย่างมาก”
ว่ากันว่า ประเทศสารขัณฑ์มีกฎหมายกว่า 2,000 ฉบับ! เฉพาะรัฐธรรมนูญก็ 21 ฉบับเข้าไปแล้ว (รวมฉบับ พ.ศ. 2557 แล้ว)
ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธคงจะพอได้ยินชื่อ “โลกพระศรีอาริย์” ที่กล่าวว่า เมื่อมนุษย์ถึงยุคเสื่อมถอย อายุขัยเหลือแค่ 10 ปี เพราะฆ่ากันเป็นมิคสัญญี (มิค หรือ มฤค = กวาง, สัญญี = ล้มตาย แปลว่า ฆ่ากันเหมือนล่ากวาง คือไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้อื่น) ตามตำนานพุทธพยากรณ์ในฝ่ายมหายานประมาณไว้ว่า 8 หมื่นปี ก็จะมีพระโพธิสัตว์พระนามว่า “พระเมตไตรยพุทธเจ้า” หรือ “พระศรีอริยเมตไตรย” บังเกิดมาในโลก
ในยุคนี้จะมีเฉพาะมนุษย์ที่ “ทรงศีล” และ “ธรรมปัญญา” มนุษย์จะอิ่มทิพย์ คือไม่ต้องกินอะไรก็อยู่ได้ ไม่มีเรื่องเดือดร้อนและปัญหาวุ่นวาย เพราะทุกคนมีศีลธรรม รู้ยับยั้งชั่งใจและผิดชอบชั่วดี จึงไม่ต้องมีกฎหมาย เพราะทุกคนจะไม่เบียดเบียนกัน แต่จะช่วยดูแลกันและกัน
เป็นสังคมในอุดมคติอย่างแท้จริง!
ที่เขียนบทความเรื่องนี้เพราะว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปร่วมวิจารณ์งานวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมและการสนับสนุนการควบคุมหนุนเสริมโดยสังคม” ผู้วิจัยก็คือ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ โดยได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งในวันนั้นมีผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้ความคิดเห็นเกือบ 30 ท่าน (มองดูแล้วจะหนักไปทาง กปปส. อาทิ ศ.ดร.สมบัติธำรงธัญวงศ์ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ อาจารย์สุริยะใส กตะศิลา และตัวผู้เขียนเอง)
สาระสำคัญก็คือ “การควบคุมหนุนเสริมโดยสังคม” ที่มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Social Sanction ที่ผู้เขียนขอใช้คำแปลตามความเข้าใจส่วนตัวว่า “สังคมทัณฑ์” โดยเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจเพื่อหาคำตอบส่วนหนึ่งว่า “กลไกการควบคุมและหนุนเสริมจะสามารถนำมาใช้กับนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจที่ทุจริตในสังคมไทยได้หรือไม่” ซึ่งในข้อค้นพบในงานวิจัยเชื่อว่า “ทำได้” ทั้งนี้สอดคล้องกับความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมแสดงความเห็นหลายท่าน รวมทั้งผู้เขียน (ที่ไม่ได้ร่วมแสดงความเห็นเนื่องจากเวลาอันจำกัด จึงขอมาให้ความเห็นในบทความนี้)
ที่น่าชื่นชมของงานวิจัยชิ้นนี้ก็คือ “การมองโลกในแง่ดี” ที่ผู้วิจัยมีความเชื่อว่าการควบคุมและหนุนเสริม “เชิงบวก” ส่งผลที่มีประสิทธิภาพต่อความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาของสังคมและประเทศชาติ โดยได้ยกตัวอย่างการรณรงค์ในหลายๆ เรื่อง ที่โดดเด่นที่สุดก็คือการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ด้วยการแทนที่จะห้ามหรือประณามตรงๆ ก็ใช้การสร้างสำนึกร่วมกัน แต่นั่นแหละกว่าการรณรงค์นี้จะประสบผลดีอย่างที่เห็นก็ใช้เวลากว่า 20 ปี จึงทำให้ผู้เขียนมีความหวังว่าโลกพระศรีอาริย์ที่ไร้การทุจริตน่าจะเกิดขึ้นได้ (โดยไม่ต้องใช้เวลาถึง 8 หมื่นปี) ถ้าสังคมจะช่วยกันควบคุมและสร้างเสริม ด้วย “มโนสำนึก” มากกว่าที่จะใช้ “กฎหมาย” เว้นแต่ว่าคนทุจริตโดยสันดานจึงควรจะล่ามันให้สิ้นแบบ “มิคสัญญี” หรือ “ประชาทัณฑ์”
เพราะคนพวกนี้ไร้มโนสำนึกและ “ดิบเถื่อน” ยิ่งกว่ามนุษย์ยุคหิน







