
ขจัดคอร์รัปชั่นรวมศูนย์เป้าสูงสุดการปฏิรูป
การปรากฏชื่อ “คำนูณ สิทธิสมาน” อดีต สว. สรรหา เข้ามาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ / ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การปรากฏชื่อ “คำนูณ สิทธิสมาน” อดีต สว. สรรหา เข้ามาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นับว่ามีนัยในทางการเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 อดีต สว.สรรหารายนี้ คือ ผู้ทรงอิทธิพลความคิดคนหนึ่งในวุฒิสภา และเป็นคนสำคัญที่มีส่วนต่อการล้มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย จนสร้างความสั่นคลอนให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่จะเผชิญกับวิกฤตการเมืองหลายด้านและสิ้นสุดลงด้วยการรัฐประหาร
การกลับเข้ามาสู่สนามการเมืองอีกครั้งในนามสมาชิก สปช.ของคำนูณได้แสดงความตั้งใจผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า ให้ความสนใจกับการทำงานในตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อต้องการนำความคิดของตัวเองในการปฏิรูปประเทศมาทำให้เกิดเป็นรูปธรรม
ก่อนอื่นคำนูณเปรียบเทียบแนวทางการปฏิรูปประเทศระหว่างปี 2557 กับปี 2549 ว่า ปี 2557 ถือว่าเป็นการรัฐประหารที่มีความพร้อมทางด้านกฎหมายมากพอสมควร เช่น รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ได้บัญญัติแนวทางการแก้ไขไว้ ส่วนท้ายที่สุดแล้วที่จะเสียของหรือไม่ คงพูดได้ลำบาก
“ยอมรับว่าเป็นงานที่ท้าทาย เพราะว่าถ้าครั้งนี้เราทำไม่สำเร็จน่าเป็นห่วง เพราะว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงพลิกขั้ว พลิกระบอบอยู่หลายครั้ง ครั้งนี้เห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะฝ่ายกฎหมาย ได้เก็บเอาบทเรียนที่ไม่สำเร็จในอดีตมาพยายามทำให้ประสบความสำเร็จ”
สำหรับตัวชี้วัดในทางการเมืองที่จะแสดงให้ เห็นว่า การปฏิรูปประเทศประสบความสำเร็จ หรือไม่ ในทัศนะของคำนูณเห็นว่า ในทางการเมืองตอบยากเพราะต้องรอให้รัฐธรรมนูญได้บังคับใช้ไปสักระยะหนึ่ง และดูว่าสามารถแก้ปัญหาในอดีตได้หรือไม่ แต่ว่าในความรู้สึกทางการเมืองของพี่น้องประชาชนแต่ละกลุ่ม จะอยู่กับเหตุการณ์ในปัจจุบัน
“เช่น ถ้าเห็นว่ารัฐบาล คสช.ทำงานได้ผล ก็จะรู้สึกว่าทุกอย่างโอเคไปหมด แต่ถ้ารัฐบาลทำงานแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็คงมีผล และเป็นธรรมดา อยู่เองเวลาเริ่มต้นคะแนนนิยมจะมามาก แต่พอเวลาเดินหน้าไปคะแนนจะค่อยๆ เข้าสู่สภาพความ เป็นจริง”
การสนทนาดำเนินมาถึงคำถามที่ถามถึงแนวคิดการปฏิรูปประเทศที่อยากทำหากได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยคำนูณระบุถึงเป้าหมายที่คาดหวังว่า “เป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนหวังเหมือนกัน คือ ขจัดคอร์รัปชั่น การคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่เกิดขึ้นจากโครงสร้าง ทางการเมืองและโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่รวมศูนย์กันทั้งสองด้าน”
“ที่ผ่านมา การเข้าสู่อำนาจต้องผ่านพรรคการเมือง จึงทำให้การลงทุนทางการเมืองมีความ คุ้มค่า คือ ถ้าชนะการเลือกตั้งขึ้นมา หัวหน้าพรรคการเมืองจะครองอำนาจได้ค่อนข้างมาก ส่วน โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินก็เป็นราชการรวมศูนย์ โครงสร้างระบบราชการแบบนี้จะสามารถสั่งการหรือดำเนินการได้ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นการผูกขาดการใช้อำนาจรวมศูนย์ทั้งสองประการดังกล่าว ทำให้การลงทุนทางการเมือง คุ้มค่า”
“เช่น เรามีตำรวจทั่วประเทศ 2 แสนคน ใครเป็นผู้บัญชาการตำรวจ ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ที่คุมผู้บัญชาการตำรวจก็สามารถที่จะคุมการแต่งตั้งโยกย้ายได้ทั่วประเทศ จังหวัดก็เช่นกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดก็มาจากส่วนกลาง แต่ไม่ได้หมายความว่า จะให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือไม่อย่างไร แต่บอกว่าระยะยาวเรา ต้องมีธง ขจัดการผูกการรวมศูนย์อำนาจที่พรรคการเมืองที่รวมศูนย์สู่ส่วนกลางทั้งหมด”
ต่อให้มีแนวคิดที่ดีขนาดไหน แต่ในความเป็นจริงแล้ว “คำนูณ” ก็ยอมรับว่าคงเป็นเรื่องยากและไม่สำเร็จได้ง่ายๆ เพราะตลอดเส้นทางของการวางโครงสร้างให้กับประเทศใหม่ คงต้องเจอกับแรงกดดันจากหลายฝ่ายอีกมหาศาล
“ภาพรวมการปฏิรูปประเทศคงไม่เสร็จภายใน 1 ปี แต่อาจจะเสร็จในเรื่องโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ น่าจะกำหนดเรื่องการปฏิรูปเอาไว้หลักๆ แต่เรื่องอื่นๆ คงต้องไปดำเนินการในรัฐบาลชุดต่อไป ดังนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจต้องกำหนดกระบวนการรับช่วงต่อการปฏิรูปประเทศเพื่อให้เกิดเป็น พันธสัญญา”
“ถามว่าแรงกดดันมีมากไหม มีแน่นอน เพราะกรอบแนวทางของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไปตัดสิทธินักการเมืองเก่าจำนวนมากทั้งกลุ่ม 111 และกลุ่ม 109 ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่คงเรื่องนี้เอาไว้มีผลกระทบแน่นอน หรือในเรื่องอื่นๆ ที่จะไปกระทบต่อนักการเมืองเช่น การลดจำนวน สส.หรือผู้สมัคร สส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง คนที่เป็นพรรคการเมืองคงกระทบกระเทือน ซึ่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่อาจได้รับผลกระทบน่าจะปรากฏให้เห็นหลังจากเดือน เม.ย. 2558 ที่จะได้เห็นตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
“เป็นเรื่องท้าทายของสภาปฏิรูป และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะมีวิธีการทำให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับได้อย่างไรกับการเขียนบทบัญญัติต่างๆ ที่ออกมาที่อาจแตกต่างไปกับความเคยชินเดิมๆ และต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเป็นการเขียนเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานจริงๆ ไม่ใช่เขียนเพื่อเอื้อต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”
นอกจากนี้ องค์กรตามกฎหมายต่างๆ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สมควรถูกปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสมต่อสภาพสังคมไทยด้วย ในความคิดของคำนูณ ซึ่งเชื่อว่ามีความเป็นไปได้พอสมควร เพราะการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้มีตัวแทนจากองค์กรอิสระเข้ามาใน สปช.
“การคัดเลือกจะเห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีการเลือก ผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรอิสระเข้ามา เพราะฉะนั้นจึงเปิดกว้าง การทบทวนภารกิจหน้าที่องค์กรอิสระต่างๆ นั้นจะต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากขึ้น และก่อนหน้านี้โดยอำนาจ คสช.ได้ยุบไปแล้วหนึ่งองค์กร คือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เราจะเห็นได้ว่ามีองค์กรทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่ และหลายองค์กรพี่น้องประชาชนสงสัยว่าทำหน้าที่อะไร และมีผลต่อบ้านเมืองแค่ไหนอย่างไร
เช่น สภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน สิ่งต่างๆ เหล่านี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องนำมาทบทวน หรือแม้แต่ภาระหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ต่อไปจะเป็นอย่างไรจะมีคำถามที่สังคมหยิบยกขึ้นมาไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม เป็นต้นว่าวาระบางวาระในบางองค์กรนานเกินไปหรือไม่ เช่น 9 ปี ควรจะสั้นกว่านั้นหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ต้องอภิปรายกัน”







