posttoday
ฟันธงหุ้นมะกันดิ่งเหว! นักลงทุนแค่ปรับฐาน

ฟันธงหุ้นมะกันดิ่งเหว! นักลงทุนแค่ปรับฐาน

17 ตุลาคม 2557

เหตุการณ์ดัชนีตลาดหุ้นวอลสตรีทร่วงอย่างหนักติดต่อกัน 2 วัน ได้สร้างความหวาดผวาให้กับนักลงทุนไปทั่วทั้งโลก

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

เหตุการณ์ดัชนีตลาดหุ้นวอลสตรีทร่วงอย่างหนักติดต่อกัน 2 วัน ได้สร้างความหวาดผวาให้กับนักลงทุนไปทั่วทั้งโลก ด้วยเกรงว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นการจุดชนวนให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ย่อตัวอย่างรุนแรงถึง 460 ภายในวันเดียว และต่อมาเมื่อวันที่ 15 ต.ค. ดัชนีดังกล่าวก็ร่วงลงอีก 173.45 จุด มายืนอยู่ที่ระดับ 16,141.74 จุดเท่านั้น และวันเดียวกัน ดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) ปรับตัวลง 15.21 ขณะที่แนสแด็ก คอมโพสิท ก็ลงมา 11.85 จุด เช่นกัน

เป็นอันว่า 3 ดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐปรับร่วงลงหมด ทั้งนี้สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า ปัจจัยหลักมาจากกรณีที่นักลงทุนหวั่นวิตกกับภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว ยิ่งไปกว่านั้นในวันเดียวกันยังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลารายที่ 2 ในสหรัฐอีกด้วย ยิ่งสร้างความสั่นคลอนให้กับความเชื่อมั่นของนักลงทุนยิ่งขึ้นไปอีก

ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐ สะท้อนได้ว่ามีหลายครั้งที่วิกฤตในตลาดหุ้นลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ อาทิ กรณีที่ราคาหุ้นผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงปี 1925 จนส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงอย่างรุนแรง และฉุดให้ตลาดวอลสตรีทล้มลงในที่สุด เมื่อวันอังคารที่ 29 ต.ค. 1929 หรือที่รู้จักกันในยาม “อังคารทมิฬ”

วิกฤตดังกล่าวนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐ ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “เกรทดีเปรสชัน” และลุกลามไปทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว จึงไม่แปลกที่นักลงทุนจะวิตกว่าสภาพในตลาดหุ้นที่ร่วงอย่างรุนแรงจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาดูแล้ว สาเหตุที่แท้จริงที่ตลาดหุ้นสหรัฐย่อตัวลงมา น่าจะเกิดจากการ “ปรับฐาน” ตามวงจรปกติมากกว่า

ทั้งนี้ นับเป็นเรื่องปกติที่เมื่อตลาดหุ้นโตขึ้นไปได้ระยะหนึ่ง จะเกิดปรากฏการณ์นักลงทุนขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร ซึ่งปกติจะเรียกจุดที่นักลงทุนขายออกนี้ว่า “แนวต้าน”

ช่วงที่ดัชนีหุ้นขึ้นไปปะทะกับแนวต้านแล้วปรับตัวลดลงมาก็คือ การปรับฐานนั่นเอง ซึ่งเป็นวงจรหมุนเวียนเป็นปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในตลาดหุ้น

ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นเมืองคาวบอยเติบโตร้อนแรงมาในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยสามารถพุ่งขึ้นไปทำ “นิวไฮ” ใหม่ได้ติดต่อกันหลายครั้ง ขณะที่ดาวโจนส์ก็สามารถทะลุระดับจิตวิทยาที่ 17,000 จุดไปได้ ซึ่งนับว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตซับไพรม์ปี 2009

การเติบโตอย่างโดดเด่นของตลาดหุ้นเมืองคาวบอยทำให้เกิดความกังวลเช่นกันว่า สภาพดังกล่าวอาจเกิดจากการแห่เข้าไปเก็งกำไรของนักลงทุน มากกว่าการเติบโตจากภาพสะท้อนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

จึงไม่แปลกที่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งนักลงทุนในวอลสตรีทจะเทขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยง หลังจากที่ดัชนีพุ่งขึ้นไปทำสถิติ ยืนยันได้จากรายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ที่ว่าโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่าผู้ที่เทขายหุ้นออกมาส่วนใหญ่เป็นกองทุนเฮจฟันด์ ซึ่งพยายามออกจากตลาดก่อนเกิดภาวะขาดทุน อันเป็นนโยบายปกติของกองทุนประเภทนี้

กอปรกับในช่วงดังกล่าว มีข่าวร้ายจากภายนอกปรากฏขึ้นพร้อมกัน จึงกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการเทขายในตลาดยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อพิจารณาในด้านการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว ก็นับว่าเติบโตได้อย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับบรรดาชาติเศรษฐกิจชั้นนำ โดยเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แดนคาวบอยโตขยายตัวถึง 4.6%

นอกจากนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงอยู่ในขณะนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจถูกลง หรืออีกนัยหนึ่งคือธุรกิจต่างๆ จะมีกำไรมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดให้นักลงทุนหันเข้าไปเก็งกำไรกันมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น หากธนาคารสหรัฐยังคงบรรยากาศดอกเบี้ยต่ำไว้ต่อเนื่องเช่นนี้ ย่อมเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนวนเวียนอยู่ในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นเช่นเดิม เนื่องจากผลตอบแทนจากเงินฝากไม่คุ้มค่า

ฉะนั้น ความเคลื่อนไหวในตลาดขณะนี้นับว่ายังไม่มีสัญญาณของการจุดชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจระลอกใหม่ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ยังส่งผลในแง่บวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐอยู่นั่นเอง

ที่สำคัญเมื่อเปรียบสภาพตลาดหุ้นในปัจจุบันกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ จะเห็นว่าตลาดวอลสตรีทอยู่ในปัจจุบันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าช่วงวิกฤตมาก

ยืนยันได้จากเหตุการณ์ในช่วงวิกฤตปี 2008 ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงมากกว่า 500 จุดหลายครั้ง จนเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ขณะที่เมื่อสองวันที่ผ่านมาดัชนีเดียวกันลงไปเพียง 460 จุด และลดความรุนแรงลงเหลือเพียง 173.45 จุดเท่านั้น

นอกจากนี้ ผลงานที่ดัชนีดาวโจนส์ขึ้นไปยืนเหนือ 17,000 จุด ก็นับว่าตลาดหุ้นสหรัฐมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าช่วง 7 ปีที่ผ่านมามาก เพราะในช่วงวิกฤตปี 2008 ดัชนีอยู่ที่ 6,626.94 จุดเท่านั้น

อีกสัญญาณที่ชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังแข็งแรงอยู่ คือ ความเคลื่อนไหวที่ดาวโจนส์สามารถปรับตัวขึ้นไปได้จาก 15,872.24 จุด เมื่อช่วง 13.30 น. สามารถขยับขึ้นเป็น 16,143.05 จุดในช่วงปิดตลาด เพราะได้อานิสงส์จากแรงซื้อที่กลับเข้ามาในช่วงบ่าย นับเป็นสัญญาณว่า แม้จะมีการขายหุ้นทำกำไรออกมา แต่ก็มีนักลงทุนที่เข้าไปช้อนซื้อหุ้นในช่วงราคาถูกเช่นกัน

ในอีกมุมหนึ่ง แม้ดัชนีหลังจากตลาดวอลสตรีทจะย่อตัวลดลง ทว่ารัสเซล 2000 ซึ่งเป็นดัชนีวัดการเติบโตของหุ้นขนาดเล็กกลับปรับตัวขึ้น 10.85 จุด หมายความว่ามีนักลงทุนบางส่วนที่หันไปลงทุนหันไปให้ความสนใจในหุ้นขนาดเล็ก

ดังนั้น การย่อตัวลงของตลาดในปัจจุบันนับว่ายังห่างไกลจากการเป็นชนวนเหตุที่จะนำไปวิกฤตใดๆ ได้ และสภาพของ “ขาลง”ที่เห็นในปัจจุบัน ก็เป็นเพียงความเคลื่อนไหวชั่วคราวเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท