
เงินโอน แก้จน คนขยัน (Negative Income Tax)
ฉบับที่แล้วได้ทิ้งปมไว้ว่า จะนำผู้อ่านมาดูการใช้งบประมาณของรัฐผ่านโครงการต่างๆ กันว่ามีการรั่วไหลอย่างไร และทำไมต้องมีการดึงคนเหล่านั้นเข้ามาสู่ระบบโดยที่รัฐจะต้องยอมแลกกับการคืนภาษีให้กับคนจนเหล่านั้น
ฉบับที่แล้วได้ทิ้งปมไว้ว่า จะนำผู้อ่านมาดูการใช้งบประมาณของรัฐผ่านโครงการต่างๆ กันว่ามีการรั่วไหลอย่างไร และทำไมต้องมีการดึงคนเหล่านั้นเข้ามาสู่ระบบโดยที่รัฐจะต้องยอมแลกกับการคืนภาษีให้กับคนจนเหล่านั้น
เมื่อนำข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาทำการวิเคราะห์การเข้าถึงบริการที่รัฐจัดให้ผ่านโครงการสวัสดิการต่างๆ โดยจำแนกตามกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ พบว่า ผู้ที่เข้าถึงสวัสดิการที่รัฐจัดหาให้โดยเฉลี่ยระหว่างปี พ.ศ. 2553-2555 เป็นผู้ที่ไม่จนถึง 89.9% และเป็นคนจนเพียง 10.1% เท่านั้น ซึ่งหากจำแนกสวัสดิการแต่ละด้าน จะพบว่า
สวัสดิการด้านสาธารณสุข เช่น โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิการรักษาพยาบาลจากหน่วยงานของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ ประกันสังคม ตกอยู่กับกลุ่มคนไม่จนถึง 90.1% และคนจนได้รับเพียง 9.9% (ค่าเฉลี่ยระหว่างปี พ.ศ. 2553-2555)
สวัสดิการด้านการศึกษา อาทิ เงินกู้ยืมโครงการศึกษาของรัฐ ทุนการศึกษาของรัฐบาล เป็นต้น สวัสดิการเหล่านี้ ตกอยู่กับคนไม่จน 89.9% และคนจนได้รับประโยชน์เพียง 10.1% (ค่าเฉลี่ยระหว่างปี พ.ศ. 2553-2555)
สวัสดิการด้านการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการช่วยเหลือเกษตรกร พบว่า คนจนได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวเพียง 12.2% (ค่าเฉลี่ยระหว่างปี พ.ศ. 2553-2555)
จะเห็นได้ว่า งบประมาณรายจ่ายเป็นจำนวนมากถูกจัดสรรให้กับผู้ที่มีความจำเป็นน้อย ทำให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายงบประมาณมากกว่าที่ควรจะเป็น แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลข้างต้นสอดคล้องกับการศึกษาของ Jansen และ Khannabha (2009) ซึ่งทำการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับนโยบายการคลังของไทยและพบข้อสรุปว่า นโยบายการคลังของไทยมิได้ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ซึ่งไม่เพียงแต่รายจ่ายเพื่อลดความยากจน (Direct Antipoverty Spending) ของไทยต่ำมากเท่านั้น แต่ยังไม่ได้จัดสรรไปยังผู้ที่ยากจน (Not Welltargeted) อีกด้วย
นอกจากนี้ การดำเนินการโครงการเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำหลายโครงการ เป็นโครงการที่มีลักษณะผูกพันแบบต่อเนื่อง เพราะไม่สามารถยกเลิกการดำเนินโครงการได้ และย่อมหมายถึง “ภาระผูกพันงบประมาณต่อเนื่องจำนวนมาก” และรัฐบาลยังคงเพิ่มงบประมาณอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า “จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่พอ” ซึ่งหากมองในแง่ของประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินแล้ว อาจถือได้ว่า ล้มเหลว และเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ยิ่งกว่านั้น หากพิจารณาโครงการจะพบว่า โครงการของรัฐบาลหลายโครงการเป็นโครงการที่มีลักษณะเป็นโครงการประชานิยมที่เลือกช่วยเหลือกลุ่มคนเฉพาะบางกลุ่ม (Fragmented Welfare System) และเป็นรายจ่ายประจำ เช่น นโยบายรถคันแรก โครงการประกัน/จำนำผลผลิตทางการเกษตร โครงการพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกร ซึ่งนโยบายประชานิยมเหล่านี้มักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของนโยบาย
ขณะเดียวกันยังพบว่า สัดส่วนรายจ่ายโครงการเชิงสวัสดิการและประชานิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จนมีสัดส่วนกว่า 15% ของวงเงินงบประมาณในแต่ละปี และสัดส่วนดังกล่าวใกล้เคียงกับงบประมาณรายจ่ายลงทุนเข้าไปแล้ว
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเทียบกับการขาดดุลงบประมาณ พบว่า รายจ่ายโครงการประชานิยมขยายตัวเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนสูงกว่าการขาดดุลงบประมาณในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 25562557 เสียอีก
หากพิจารณาเฉพาะเจาะจง โครงการประชานิยมที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน พบว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ได้รับการจัดสรรถึงประมาณ 144,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ที่ได้รับการจัดสรร 36,403 ล้านบาท ถึง 4 เท่า
การดำเนินโครงการประชานิยมนั้น หากเป็นโครงการที่มิได้สนับสนุนให้เกิดแรงกระตุ้นให้ประชาชนทำงาน พัฒนาศักยภาพ หรือหารายได้ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเมื่อประชาชนได้รับโครงการในลักษณะดังกล่าวเป็นระยะเวลานานๆ อาจเกิดการเสพติดโครงการ เคยชินที่จะไม่พัฒนาตนเองหรือสร้างศักยภาพในการทำงานเพื่อให้เกิดรายได้เพิ่ม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระยะปานกลางและระยะยาว
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมางบประมาณจำนวนมากที่รัฐบาลจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำนั้น เมื่อมองในแง่ของผลสัมฤทธิ์ของการแก้ไขปัญหาต้องถือว่า ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องการเท่าที่ควร เนื่องจากงบประมาณถูกจัดสรรไปยังผู้ที่ไม่จนจริง ทำให้รัฐมีภาระค่าใช้จ่ายสูงเกินจำเป็น ประกอบกับโครงการตามนโยบายบางโครงการมิได้มุ่งเน้นให้คนจนพัฒนาตนเองหรือสร้างศักยภาพในการทำงาน ซึ่งเป็นรากฐานของความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่รัฐบาลไทยยังคงขาดฐานข้อมูลของประชากร โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการระบุตัวคนจน ทำให้รัฐบาลไม่สามารถกำหนดนโยบายแก้ปัญหาความยากจนให้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้







