
ซื้อเวลาถอดถอนรักษาเอกภาพสนช.
“สนช.มีอำนาจถอดถอนหรือไม่” เป็นคำถามที่มีการถกเถียงมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
“สนช.มีอำนาจถอดถอนหรือไม่” เป็นคำถามที่มีการถกเถียงมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา รวมเป็นเวลาเกือบ 3 เดือนแล้วที่คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
เดิมทีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกือบจะเป็นผู้ตอบคำถามได้ชัดเจนเมื่อตัดสินใจเขียนข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ. 2557 โดยให้มีหมวด 10 ส่วนที่ 1 เรื่อง “การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต” เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งโดยสมบูรณ์
ทั้งนี้ จริงๆ แล้วการที่คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สนช.ที่มี “พีระศักดิ์ พอจิต” รองประธาน สนช.คนที่ 2 เป็นประธาน ได้รับคำท้วงติงจาก สนช.ด้วยกันเองว่า การบรรจุบทบัญญัติเรื่องการถอดถอนจะเป็นการขยายอำนาจให้กับ สนช.โดยพลการหรือไม่ แต่เรื่องก็จบลงด้วยเสียงข้างมาก 128 ต่อ 9 เสียง เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา
ทว่า เสียงข้างมากของ สนช.ในครั้งนั้นกลับกำลังสร้างปัญหาให้กับ สนช.ในวันนี้
ปัญหาที่ว่านั้นค่อยๆ เริ่มทีละเล็กทีละน้อย นับตั้งแต่ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ส่งเรื่องการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” อดีตประธานวุฒิสภา และ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.โดยมิชอบ คืนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้พิจารณาในข้อกฎหมายใหม่
การส่งเรื่องคืนดังกล่าวเป็นผลมาจากการประชุมร่วมกันของประธาน สนช. และรองประธาน สนช.อีก 2 คน โดยมีเหตุผลก็เพื่อให้ ป.ป.ช.ไปประชุมเพื่อมีมติยืนยันกลับมาว่า การดำเนินของ ป.ป.ช.เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อันเป็นฐานความผิดหลักที่ ป.ป.ช.ใช้กล่าวหานิคมและสมศักดิ์ ไม่ได้มีผลบังคับใช้แล้ว
ต่อมา ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมากยืนยันกลับมาตามสูตรว่า ความผิดของทั้งสองคนยังคงอยู่แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะไม่มีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม เพราะความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ยังมีสภาพบังคับใช้อยู่
เมื่อ ป.ป.ช.ตัดสินใจส่งเรื่องกลับมายัง สนช. มีผลให้ สนช.เจอกับภาวะบีบคั้นทันที เพราะข้อบังคับการประชุม สนช.กำหนดให้ประธาน สนช.ต้องเรียกประชุม สนช.เพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าวภายใน 30 วัน ซึ่งตัวพรเพชรเองก็ยังไม่มั่นใจเท่าไหร ว่า สนช.จะดำเนินการตามข้อบังคับได้หรือไม่
แม้จะมีข้อเสนอจาก สนช.หลายคนที่พุ่งตรงมายังประธาน สนช. ว่าควรใช้มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 เป็นทางออก โดยให้ สนช.ลงมติวินิจฉัยด้วยตัวเองไปเลยว่า สนช.มีอำนาจพิจารณาถอดถอนบุคคลเพื่อเป็นหลังพิงให้กับ สนช. แต่พรเพชรเองกลับไม่เห็นเช่นนั้น เพราะมาตราดังกล่าวน่าจะใช้ได้เฉพาะกรณีการพิจารณากฎหมายเท่านั้น
ประธาน สนช. จึงเอาเผือกร้อนชิ้นนี้เข้ามาหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการสามัญกิจการ สนช. (วิป สนช.) ตัดสินใจเมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา และเป็นอีกครั้งที่ไม่ได้ข้อสรุปในแบบเบ็ดเด็ดขาดว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนหรือไม่ หลังจากวิป สนช.เจอเบรกด้วยหนังสือความเห็นของสำนักกฎหมาย สังกัดสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ที่ระบุว่า สนช.ไร้อำนาจดำเนินการถอดถอน ภายใต้หลักการและเหตุผลสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1.รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ไม่ได้บัญญัติอำนาจการถอดถอนให้กับ สนช.เอาไว้ และ 2.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งสองคนได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ย่อมทำให้ขาดองค์ประกอบทางกฎหมายเพื่อดำเนินการถอดถอน
พอเหตุผลทางกฎหมายไม่ชัด จึงส่งผลต่อความเป็นเอกภาพของ สนช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก สนช.สายทหารในฐานะเป็นผู้กุมเสียงข้างมากได้แสดงอาการไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.นพดล อินทปัญญา สมาชิก สนช.และที่ปรึกษา คสช.
“เมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว ก็คงไม่สามารถเอาผิดได้ ดังนั้น สนช.ไม่ควรรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา หากทำไม่รอบคอบอาจถูกฟ้องกลับได้ จึงต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เท่าที่ได้คุยกับ สนช.สายทหารคนอื่นๆ หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่า สนช.จะมีอำนาจพิจารณาเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เพราะหลายคนเป็นมือใหม่ ไม่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมาย” ถ้อยคำผ่านสื่อมวลชนของ พล.อ.นพดล
จริงอยู่การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.นพดล เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของ สนช.สายทหารแค่คนเดียว ไม่น่าจะมีผลต่อ สนช.ทั้งองคาพยพได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.นพดล คือที่ปรึกษา คสช. และเพื่อนรักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะเตรียมทหารรุ่น 6 ด้วยกัน เท่ากับว่าเสียงของ พล.อ.นพดล จึงเป็นเสียงที่ควรต้องเงี่ยหูฟังพอสมควร
ท่าทีของกลุ่ม สนช.สายทหาร เป็นเรื่องที่วิป สนช.เองให้น้ำหนักพอสมควร เพราะโครงสร้างของ สนช.ในปัจจุบันถูกคุมด้วย สนช.สายทหารถึง 90 เสียงโดยประมาณ หาก สนช.กลุ่มนี้เทเสียงไปข้างใดข้างหนึ่งย่อมมีผลต่อ สนช.ในภาพรวมแน่นอน เช่น ถ้าสนับสนุนการถอดถอนก็ทำให้กระบวนการเดินต่อไปได้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นมีผลผูกพันให้ สนช.ไม่สามารถพิจารณาถอดถอนบุคคลในคดีอื่นๆ ได้
ทหารใน สนช.ได้มีความเคลื่อนไหวกันมาพอสมควรแล้วว่าไม่ต้องการให้ประเด็นการถอดถอนถูกนำมาเป็นชนวนสร้างความขัดแย้งจนเสียหายต่อบรรยากาศทางการเมือง เพราะทหารเห็นว่าเวลานี้การเมืองกำลังอยู่ในความสงบ และไม่ควรเสี่ยงกับเรื่องใดก็ตามที่ยังปราศจากความชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมาย ในทางกลับกัน ถ้า สนช.ฝืนทำอะไรลงผลเสียจะตกอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปด้วย
ที่สุดแล้ว วิป สนช.เองก็ได้เตรียมทางลงที่สวยที่สุดเพื่อไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่น คือ หากฟังเสียง สนช.หลายๆ กลุ่มแล้วมีทิศทางไม่เห็นด้วยกับการถอดถอน วิป สนช.จะเสนอประธาน สนช.เลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ออกไปก่อนเพื่อซื้อเวลา แทนการปล่อยให้การประชุมดำเนินไปจนถึงการลงมติตัดสินชี้ขาด เพราะถ้าถึงจุดนั้นเมื่อไหร่เอกภาพของ สนช.ที่เป็นไปด้วยดีมาตลอดอาจสั่นคลอนขึ้นมา และการทำงานใหญ่ในอนาคตอาจไม่ประสบความสำเร็จ







