
มธ.ดึงนศ.ตั้งวงถกทางออกสื่อในภาวะขัดแย้ง
คณะนิติศาสตร์ มธ. ดึงนักศึกษาร่วมเสวนา สิทธิเสรีภาพกับข้อมูลข่าวสารภายใต้สถานการณ์ชุมนุม แนะสื่อต้องเสนอข้อมูลรอบด้าน สร้างสรรค์ไม่บิดเบือน ยอมรับความหลากหลายทางความคิด
คณะนิติศาสตร์ มธ. ดึงนักศึกษาร่วมเสวนา สิทธิเสรีภาพกับข้อมูลข่าวสารภายใต้สถานการณ์ชุมนุม แนะสื่อต้องเสนอข้อมูลรอบด้าน สร้างสรรค์ไม่บิดเบือน ยอมรับความหลากหลายทางความคิด
วันที่ 5 มิ.ย.ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) นักศึกษาห้องเรียนสิทธิมนุษยชน คณะนิติศาสตร์มธ. จัดเสวนาหัวข้อ “สื่อบิดเบือน หรือกฎหมายบิดบัง สิทธิเสรีภาพกับข้อมูลข่าวสารภายใต้สถานการณ์ชุมนุมที่ผ่านมา” โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ องค์กรอิสระ และตัวแทนสื่อมวลชน เข้าร่วมเสวนา มีนักศึกษาให้ความสนใจจำนวนมาก
น.ส.สาวิตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมาสื่อหลายสำนักถูกปิดกั้น แทรกแซง จนประชาชนอึดอัดหันไปใช้พื้นที่ของสื่อใหม่และสื่อกระแสรอง ในหลายประเทศมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับสื่อเพื่อควบคุมความเป็นกลาง แต่สำหรับประเทศไทยใช้กฎหมายควบคุมเนื้อหา เช่นพ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในช่วงที่ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยิ่งเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น ถึงแม้รัฐธรรมนูญม.45 จะห้ามรัฐปิดสื่อแต่ก็มีข้อยกเว้นที่ผ่านมารัฐใช้ข้อยกเว้นนี้ปิดสื่อ เว็บไซต์จำนวนมากแบบไม่มีเหตุผล ไม่เสมอภาคเช่นปิดเว็ปประชาไท แต่ไม่ปิดเว็ปผู้จัดการ ที่สำคัญไม่ต้องถูกตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการ
โดยปราศจากกลไกการตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการ อย่างกรณีเว็บไซต์ของตนซึ่งนำเสนอข้อมูลด้านกฎหมายมาถูกศอฉ.สั่งปิด ขณะนี้กำลังหาช่องทางฟ้องร้อง ดำเนินคดี
“สื่อสามารถเลือกข้างได้ แต่ต้องบอกประชาชนให้รู้เพื่อประชาชนจะได้รู้ว่าอยู่สีไหน และต้องเปิดรับฟังความเห็นที่แตกต่างด้วย ในยุคแบบนี้ต้องชัดเจน อย่าเป็นอีแอบ เลือกข้างได้แต่ต้องเสนอรอบด้าน สร้างสรรค์ไม่บิดเบือน ยอมรับความหลากหลายทางความคิด แต่ถ้าสื่อไม่ว่าสีใด เป็นฝ่ายตรงข้ามหรือไม่โดนแทรกแซงต้องผนึกกำลังกันบอกประชาชนว่าโดนแทรกแซง”
ขณะที่นางลัดดา ตั้งสุภาชัย ผ.อ.ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า คนไทยเหมือนลูกแกะที่ถูกจูงไปจูงมา โดยผู้มีอิทธิพลที่ชี้นำให้เชื่อไปในทางใดทางหนึ่ง โดยไม่กรอบที่จะกำหนดการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน สำหรับสื่อมวลชนควรจะมีการออกใบประกอบวิชาชีพเหมือนแพทย์ พยาบาล เพื่อเป็นหลักประกันว่าสังคมไทยจะได้รับสื่อที่ดี ตั้งข้อสังเกตว่าขณะที่ภาพยนตร์ ละคร มีการเซนเซอร์แต่ข่าวเป็นสิ่งที่เดียวที่ไม่ถูกเซนเซอร์ ทั้งที่หลายข่าวมีความไม่เหมาะสมมาก เช่นข่าวเสธ.แดง ถูกยิง มีการฉายภาพซ้ำไปซ้ำมามีภาพการลากศพ ทำไมถึงไม่คิดว่าเด็กกำลังดูจะเป็นอย่างไร หรือกรณีที่สำนักข่าวต่างชาตินำเสนอภาพเด็กที่อยู่บนบังเกอร์ ถามว่าเป็นการละเมิดสิทธิของคนไทยทั้งประเทศหรือไม่เพราะเรื่องนี้เป็นของคนไม่กี่คนแต่พอเสนอภาพออกไปทั่วโลกคิดว่าคนไทยเป็นแบบนี้กันหมด
นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก นั้นเป็นกฎหมายพิเศษที่ใช้เพราะเหตุผลด้านความมั่นคง ดังนั้นจะแสวงหาสิทธิเสรีภาพอะไรในนั้นมันหายาก ตอนที่ตนเป็นนักวิชาการ เคยโต้แย้งนิยามความมั่นคงกับฝ่ายรัฐมาตลอดเพราะตนเชื่อเรื่องความมั่นคงของมนุษย์มากกว่า จนกระทั่งเมื่อเจอสถานการณ์ 2 เดือนที่ผ่านมาถือเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล ศอฉ. กรรมการสิทธิฯ ทำเอางงอยู่นานไม่รูว่าจะต้องทำอย่างไรดี
“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นใช้เพื่อความมั่นคงของชาติ อย่าไปถามมันมากเลย สิทธิเสรีภาพเป็นประเด็นรอง แต่สิทธิพื้นฐานต้องมี แม้ว่าจะยอมรับว่าสิทธิบางเรื่องจะไม่สมบูรณ์ มีขอบเขตจำกัด แต่สิทธิส่วนบุคคลย่อมไม่ไปละเมิดสิทธิสาธารณะ”นางอมรา กล่าว
นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับสื่อโทรทัศน์นั้นแม้ไม่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐก็สามารถแทรกแซงได้อยู่แล้วเพราะโทรทัศน์อยู่ภายใต้สัมปทานของรัฐบาล ดังนั้นคนของรัฐสามารถยกหูโทรศัพท์ไปยังเจ้าของสถานีได้เสมอ แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีหลักฐาน ส่วนหนังสือพิมพ์หลักยังไม่ถูกรบกวนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลแม้ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วงเสวนาเริ่มคึกคักขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงที่นักศึกษาตั้งคำถามต่อวิทยากร โดยนักศึกษาตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจศอฉ.ปิดเว็บไซต์ประชาไทย ถือว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต
ตัวแทนจากกระทรวงวัฒนธรรม ตอบเป็นคนแรก ว่า ขอให้นักศึกษาเข้าใจว่ารัฐกับประชาชนนั้นมีหน้าที่ความรับผิดชอบต่างกัน ประชาชนเป็นสมาชิกของประเทศ แต่รัฐมีหน้าที่ดูแลบ้านเมืองให้สงบสุขเมื่อเห็นสัญญาณอันตรายก็ต้องจัดการก่อน เหมือนเราอยู่ในบ้านเห็นสายไฟว่าปกติดี แต่คนที่เป็นวิศวกรซึ่งรับผิดชอบความปลอดภัยของบ้านจะรู้ว่าควรซ่อมตอนไหน เมื่อบ้านถูกไฟใหม้รัฐต้องหาเครื่องมือที่ดีไม่ใช่ใช้ก๊อกธรรมดาดับไฟ อยากให้ลองนึกภาพใน 2 เดือนที่ผ่านมาหากไม่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉินบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เราจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นหรือ
ขณะที่น.ส.สาวิตรี แย้งว่า จะให้รัฐเป็นฝ่ายกำหนดว่าจะจัดการปิดสื่อหรือไม่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ของตนซึ่งให้บริการความรู้เรื่องกฎหมาย วันหนึ่งนำข่าวต่างประเทศมา 3 ข่าว ศอฉ.สั่งปิดทันที ตนรับได้กับการใช้กฎหมายพิเศษในช่วงฉุกเฉิน แต่การพิจารณาควรมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง และควรจะให้ศาลได้ตรวจสอบการใช้อำนาจด้วย
นายประสงค์ กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่มีเหตุกระทบต่อความมั่นคงรัฐสามารถปิดหรือเซนเซอร์สื่อได้ แต่หลังจากนั้นเปิดให้ตรวจสอบได้ หรือถ้าใช้อำนาจไปแล้วเกิดความเสียหายรัฐต้องรับผิดชอบ ส่วนการติดเรตติ้งของภาพยนต์นั้นกระทรวงวัฒนธรรมไม่มีสิทธิไปชี้ว่าใครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะไม่ใช่ศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการชี้แจงของตัวแทนกระทรวงวัฒนธรรม นักศึกษาจำนวนมากก็ยังแสดงความคิดเห็นว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยอ้างภัยความมั่นคงที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ส่งผลให้บรรยากาศของบ้านเมืองตกอยู่ในสภาพเผด็จการมากกว่าประชาธิปไตย และยังใช้อำนาจแบบเลือกปฎิบัตติเช่นการปิดพีเพิลชาแนล แต่ไม่ปิดเอเอสทีวี ให้เท่าเทียมกันด้วย นอกจากนี้การประกาศต่ออายุพ.ร.ก.เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของครม.โดยไม่ตัดกลไกของสภาทิ้งไปทำให้ถ้านายกฯอยากจะใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตลอดปีก็สามารถทำได้







