posttoday
ปิดปากสปช.สะเทือนปฏิรูป

ปิดปากสปช.สะเทือนปฏิรูป

16 ตุลาคม 2557

ปากพาจนอีกรอบ!!! เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปากพาจนอีกรอบ!!! เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาส่งสัญญาณปรามไปยังสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ปิดปากแสดงความคิดเห็นให้น้อยลง “นี่ยังไม่ได้เปิดสภาเลยเถียงกันจนเละไปหมดแล้ว คนหนึ่งพูดขยายตรงนั้นตรงนี้กันไป ไม่รู้ผมสั่งไปแล้วสภาปฏิรูปแห่งชาติพูดให้น้อยลง ยังไม่ทำงานเลย การเสนอความคิดของตัว มันก็เป็นร้อยเรื่องพันเรื่อง ยกกันมาต้องเลือกตั้งแบบนี้แบบนั้น จะเป็นแบบประธานาธิบดี ไปกันใหญ่ ปวดหัว”

ตอกย้ำ “แนวคิด” และ “วิสัยทัศน์” ของผู้บริหารประเทศที่ถูกมองว่ายังติดรูปแบบการบังคับบัญชาแบบทหาร ที่ต้องการความเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด รวดเร็ว สามารถควบคุมทิศทางการทำงานให้มี “เอกภาพ” ทุกอย่างราบรื่นด้วยดี ไม่มีใครกล้าออกมาแตกแถวสร้างปัญหากวนใจ

แต่ทว่าแนวคิดเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับการบริหารราชการแผ่นดิน แม้จะเป็นในช่วงเวลาสถานการณ์ไม่ปกติอย่างที่ทางฝั่ง คสช. พยายามจะหยิบยกเหตุผลความจำเป็นมาอรรถาธิบาย เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่ สปช.จะดำเนินการนับจากนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ ทั้งการปฏิรูปและวางโครงสร้างประเทศ ย่อมต้องการการยอมรับจากทุกฝ่ายถึงจะเกิดประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ

ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมาว่ามีปัญหาถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการครอบงำในกลไกต่างๆ ทั้ง ครม. หรือ สนช. แม้ในส่วนของ ครม. จะพออะลุ่มอล่วยปล่อยให้ คสช.เลือกคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจเข้ามากำกับการบริหารในแต่ละกระทรวงเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการ หรือแม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีเสียงครหาว่าอัดแน่นไปด้วยสัดส่วนตัวแทนจาก “กองทัพ” และการทำงานที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นเพียงแค่สภาตรายางมากกว่าจะเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างที่ควรจะเป็น

แต่สำหรับ สปช.ถือเป็นกลไกที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างออกไปจากกลไกอื่นๆ เพราะหน้าที่ของ สปช. คือการปฏิรูปประเทศควบคุมดูแลให้ความเห็นชอบการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นย่อมจำเป็นต้องทำงานกันอย่างอิสระปราศจากการครอบงำจาก คสช. ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

การสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ สปช.ระมัดระวังคำพูดคำจา หรือการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่จะกระทบไปถึงการปฏิรูป ที่แม้อาจจะเป็นไปด้วยความหวังดี ไม่ต้องการให้สังคมสับสนในรายละเอียดที่ยังไม่มีข้อสรุป แต่อีกด้านย่อมสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจเหนือ สปช. และอาจส่งผลถึงขั้นทำให้ผลของการปฏิรูปไม่เป็นที่ยอมรับ

สอดรับไปกับกระแสก่อนหน้านี้ เรื่อง “ล็อกสเปก” ในขั้นตอนการสรรหาทั้งระดับจังหวัดหรือสัดส่วนจาก 11 ด้าน รวมถึงการตั้งธงในบางประเด็นเชื่อมโยงไปกับพิมพ์เขียวแนวทางเลือกตามข้อมูลรายละเอียด ที่กระทรวงกลาโหมจัดทำนำเสนอให้ สปช.ได้พิจารณา

ที่สำคัญระยะหลังมีการพูดถึงเรื่องธงการสกัดกลุ่มขั้วอำนาจเก่า ไปจนถึงล้างบางการเมือง ย่อมทำให้ภาพการรัฐประหารถูกมองว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่าการเข้ามาคลี่คลายวิกฤตทางตัน สลายความขัดแย้ง เดินหน้าการปฏิรูป ซึ่งหากผลออกมาเช่นนี้ย่อมเป็นชนวนปลุกไปสู่กระแสการต่อต้านได้ง่าย

จุดอ่อนตรงนี้ สปช.บางคนที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเมืองมานาน เห็นปัญหาและพยายามแก้ไขด้วยการลงไปรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างกว้างขวางและจริงจัง ดึงเอาแนวร่วมจากแต่ละภาคส่วนของสังคมเข้ามาสนับสนุนสร้างความชอบธรรมให้การดำเนินการปฏิรูปในแต่ละเรื่องลดภาพการสั่งการชี้นำจาก คสช.ที่จะไม่เป็นผลดี

ล่าสุด ทิชา ณ นคร สปช. ส่งสัญญาณชัดเจนว่า สปช.ไม่ได้เข้ามาทำงานรับใช้นายกรัฐมนตรี แต่เข้ามาทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และน่าจะเป็นเป้าหมายเดียวกันกับนายกรัฐมนตรี สปช.ควรมีโอกาสแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแถว ไม่เช่นนั้นมุมมองในการแก้ปัญหาจะอยู่ในวงที่แคบ

“สปช.ต้องตระหนักด้วยว่า ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ ยังมีตัวจริงเสียงจริงอยู่เต็มประเทศ ต้องทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายอย่างแท้จริง สปช.ทุกคนต้องไม่ลืมว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องทำให้เกิดแนวทางการรับฟังความเห็น การมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อนำความเห็นเหล่านั้นสู่เวทีสภาปฏิรูปให้ได้มากที่สุด” ทิชา ชี้แจง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าโจทย์ของการปฏิรูปในแต่ละเรื่องถือเป็นประเด็นที่ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันมากในสังคม ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด การปรับโครงสร้างตำรวจให้ขึ้นกับภูมิภาคหรือท้องถิ่น ไปจนถึงจำนวนสส. และ สว. ที่มาของนายกรัฐมนตรีการถอดถอน กลไกการตรวจสอบถ่วงดุล ฯลฯ

ในแต่ละเรื่องไม่ว่าจะเลือกสรุปออกมาทางไหน ย่อมมีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นการเปิดประเด็นให้สังคมช่วยกันขบคิดพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียกันอย่างกว้างขวางรอบด้าน แม้จะไม่ถึงขั้นตกผลึกออกมาเป็นข้อสรุป แต่อย่างน้อยยังพอจะเห็นทิศทางความเห็นจากสังคมได้มากกว่าการไปงุบงิบคิดอ่านกันอยู่เพียงแค่ 250 คนเท่านั้น

หาก พล.อ.ประยุทธ์ หรือคนใน คสช.ยังไม่หยุดส่งสัญญาณการแทรกแซงการทำงานของ สปช. หรือแม้แต่ คสช.ยังไม่อาจสลัดภาพถูกครอบงำ ย่อมทำให้ผลของการปฏิรูปไม่เป็นที่ยอมรับ เกิดกระแสต่อต้านและสุดท้ายทุกอย่างก็จะกลับเข้ามาสู่วังวนของความขัดแย้งเหมือนเดิม

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ