posttoday
จากมาลาลา ถึง การเผาโรงเรียน

จากมาลาลา ถึง การเผาโรงเรียน

16 ตุลาคม 2557

หายไปนาน อยู่ๆ ผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เผาโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง ในคืนวันที่ 11 ต.ค. 2557 โดยเผาโรงเรียน 6 แห่งใน จ.ปัตตานี ไม่ว่าพวกนี้จะอ้างเหตุผลใดก็ตาม การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือสังคมโลก เพราะโรงเรียนไม่เคยเป็นอันตรายต่อใคร ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆ แต่เป็นสถานที่ให้การศึกษาแก่นักเรียน ครูมีเพียงชอล์กในมือเท่านั้น ไม่มีอาวุธที่จะไปสู้รบตบมือกับใครได้ นักเรียนมีเพียงดินสอหนึ่งแท่ง หรือปากกาหนึ่งด้าม หนังสือหนึ่งเล่ม กับความมุ่งมั่นที่ต้องการศึกษาหาความรู้ การเผาโรงเรียนก็เท่ากับเผาวิญญาณของครูและนักเรียน

หายไปนาน อยู่ๆ ผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เผาโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง ในคืนวันที่ 11 ต.ค. 2557 โดยเผาโรงเรียน 6 แห่งใน จ.ปัตตานี ไม่ว่าพวกนี้จะอ้างเหตุผลใดก็ตาม การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือสังคมโลก เพราะโรงเรียนไม่เคยเป็นอันตรายต่อใคร ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆ แต่เป็นสถานที่ให้การศึกษาแก่นักเรียน ครูมีเพียงชอล์กในมือเท่านั้น ไม่มีอาวุธที่จะไปสู้รบตบมือกับใครได้ นักเรียนมีเพียงดินสอหนึ่งแท่ง หรือปากกาหนึ่งด้าม หนังสือหนึ่งเล่ม กับความมุ่งมั่นที่ต้องการศึกษาหาความรู้ การเผาโรงเรียนก็เท่ากับเผาวิญญาณของครูและนักเรียน

โรงเรียน ครู เป็น “เป้าหมายอ่อน” หรือซอฟต์ ทาร์เก็ต ที่ไม่สามารถป้องกันตนเองได้ จึงตกเป็นเหยื่อการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบตลอดมา การเผาโรงเรียนและสังหารครูเพื่อตอบโต้ เพื่อโจมตีเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเหตุผลใดก็ตาม เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ คล้ายกับเอาครู นักเรียน โรงเรียนเป็น “ตัวประกัน” ในการสู้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เป็นพฤติกรรมที่ “เลวร้าย” มากเช่นเดียวกับที่ทำต่อวัด มัสยิด

จนถึงขณะนี้มีโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกเผาไปแล้วหลายสิบแห่ง ครูและบุคลากรทางการศึกษาเสียชีวิตจากฝีมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบไปแล้วอย่างน้อย 187 คนแต่สิ่งที่สูญเสียและจับต้องไม่ได้คือ จิตใจและความรู้สึกของนักเรียนตัวน้อยๆ ทั้งหลาย นี่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่คงไม่มีใครปฏิเสธได้ นักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายควรรู้ดีกว่าคนอื่น โดยเฉพาะการ “ละเมิดสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความปลอดภัยส่วนบุคคล (ข้อ 3) และสิทธิในการศึกษา (ข้อ 26)” ของ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ” พ.ศ. 2491 ที่ไทยและประเทศสมาชิกให้การรับรอง

การเผาโรงเรียนไม่ว่าจะเกิดขึ้นระหว่างที่มีการเรียนการสอน ดังปรากฏหลายครั้งที่ผู้ก่อความไม่สงบเผาโรงเรียนต่อหน้าครูและนักเรียน หรือลักลอบเผาในเวลากลางคืนที่ไม่มีการเรียนการสอนก็ตาม ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิด “กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ” เพราะโรงเรียนและสถานศึกษาที่ถูกเผามี “สถานะพลเรือน” โรงเรียนไม่ได้เกี่ยวข้องการต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ครูไม่ได้เป็นกองกำลังติดอาวุธ โรงเรียนบางแห่งอาจมีทหารอยู่ข้างนอก หรืออยู่ในบริเวณโรงเรียนระหว่างมีการเรียนการสอน ก็เพื่อให้ความคุ้มครอง ปกป้องครูและนักเรียนจากการโจมตีของผู้ก่อความไม่สงบ เพราะเคยเกิดเหตุเช่นนี้มาก่อนแล้ว ดังนั้นคนที่คิดจะอ้างกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ก่อความไม่สงบในการเผาโรงเรียนและฆ่าครูนั้น คงผิดหวัง แม้แต่เวลาทำสงครามกัน เขาก็ไม่โจมตีโรงเรียนและสถานศึกษาเช่นเดียวกับโรงพยาบาล

นักเรียนตัวน้อยๆ ออกมาชุมนุมพร้อมป้ายที่ถามว่า “เผาโรงเรียนของหนูทำไม” ผู้ใหญ่และเด็กหลายคนพูดไปร้องไห้ไป ซึ่งเกิดจากความอัดอั้นตันใจ ไม่ใช่เสแสร้ง แม้ทางการอาจจัดให้มีการชุมนุม ทำป้ายมาให้ถือ แต่คงไม่มีใครไปบังคับให้เด็กผู้ใหญ่ร้องไห้หรือแสดงออกด้วยอารมณ์ความรู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนของพวกหนูๆ เหล่านี้ได้ “ทุ่งยางแดงโมเดล” เป็นแนวคิดและวิธีการที่ประชาชนร่วมรับผิดชอบดูแลชุมชน ลูกหลานของพวกเขากันเอง โดยเฉพาะหัวหน้าชุมชนหรือผู้นำทางศาสนาซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของสังคมต้องออกมานำ โดยทางการให้การสนับสนุน

แม้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างร้ายแรง ทั้งการทำร้ายครู เผาโรงเรียน ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์จนเสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่เราไม่เคยเห็นองค์กรและบุคลากรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งไทยและต่างประเทศออกมาประณามการกระทำดังกล่าวเลย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนไทยทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ องค์กรเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชน (HRW) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐ องค์กรนิรโทษกรรมสากล (AI) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อังกฤษ หรือแม้แต่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐที่ทำรายงานประจำปีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก พวกนี้ไม่เคยประณามการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงของกลุ่มก่อความไม่สงบรุนแรงสุดโต่งเหล่านี้เลย แต่จ้องที่จะเล่นงานรัฐบาลตลอดเวลา

เห็นเด็กๆ ร้องไห้ ทำให้นึกถึงเด็กหญิงชาวปากีสถานคนหนึ่งชื่อ มาลาลา ยูซาฟไซ ซึ่งต่อสู้เรียกร้องสิทธิเพื่อความเท่าเทียมกันในการศึกษาของสตรีมาโดยตลอดตั้งแต่อายุ 14 ปี เวลานี้เธอโตเป็นสาวอายุ 17 ปีแล้ว และเพิ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เด็กหญิงปากีสถานนับว่าโชคร้ายกว่าเด็กไทย เพราะพวกเธอถูกกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่งกีดกันไม่ให้ศึกษาเล่าเรียน แต่มาลาลาได้ต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการศึกษา ความเสมอภาคทางการศึกษา มาตั้งแต่อายุ 14 ปี เธอไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเด็กหญิงปากีสถานทั่วประเทศ เธอปลุกให้เด็กทั่วโลกลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่รู้หนังสือ จนถูกกลุ่มตาลีบันทำร้ายร่างกายแทบจะเอาชีวิตไม่รอด เธอถูกนำไปรักษาตัวที่ประเทศอังกฤษและอยู่ที่นั่นมาโดยตลอดเพื่อความปลอดภัย เธอเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยหยุดความรุนแรงได้

มาลาลาได้แสดงวาทะไว้อย่างน่าฟัง เช่น “เราเข้าใจถึงแสงสว่างเมื่อเราอยู่ในความมืดมิด เราเข้าใจถึงเสียงแสดงสิทธิเมื่อถูกปิดปากทำให้เงียบ... เราเข้าใจความสำคัญของปากกาและหนังสือ พลังอำนาจของการศึกษาหยุดความรุนแรงได้” วาทะเด็ดของเธอ คือ “เด็กคนหนึ่ง ครูคนหนึ่ง ปากกาหนึ่งด้าม หนังสือหนึ่งเล่ม สามารถเปลี่ยนโลกได้”

เด็กชายหญิงไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นับว่าโชคดีกว่ามาลาลามาก เพราะพวกเขาได้สิทธิและโอกาสอันเท่าเทียมกันในการศึกษา รัฐบาลส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่โดยไม่คำนึงถึงเพศ ฐานะ แต่กลับมี “คนกลุ่มหนึ่ง” ที่พยายามขัดขวางไม่ให้เด็กหญิงชายทั้งหลายได้ศึกษาเล่าเรียน อาทิ เผาโรงเรียน สังหารครูและบุคลากรทางการศึกษา ถือว่าเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อสิทธิทางการศึกษา สิทธิมนุษยชนของเด็กและเยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ “เด็กคนหนึ่งไม่ได้เรียนเพราะโรงเรียนถูกเผา ไม่มีครูสอนเพราะครูถูกฆ่า ไม่มีหนังสือและดินสอ เพราะไหม้ไปกับกองไฟ” เมื่อเด็กปราศจากความรู้แล้วเด็กจะเปลี่ยนสังคมของพวกเขาให้ดีขึ้นได้อย่างไร

กลุ่มก่อความไม่สงบหัวรุนแรงสุดโต่งในไทยคงมีความกลัวซ่อนลึกไว้ในใจ คือ กลัวว่าเด็กและเยาวชนจะฉลาด รู้ทัน และไม่ยอมเชื่อคำหลอกลวงของตนต่อไป ดังนั้นเราควรร่วมกันประณาม เปิดโปง การกระทำของคนพวกนี้ให้โลกได้รับรู้ เราเชื่อว่าไม่มีประเทศใดหรือคนใดในโลกที่สนับสนุนการเผาโรงเรียนและฆ่าครู ขัดขวางเด็กในการหาความรู้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ